กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1534|ตอบกลับ: 2

จะถามเรื่องปฐมฌาณครับ

[คัดลอกลิงก์]

15

กระทู้

2

เพื่อน

138

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
78
ความดี
36
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
5-7-2013
โพสต์เมื่อ 15-3-2013 11:31:12 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ภิกษุ ทั้งหลาย. ! ในกรณีนี้ ภิกษุสงัดจากกาม สงัดจากอกุศลธรรม เข้าถึงปฐมฌานอันมีวิตกวิจาร มีปีติและสุขอันเกิดจากวิเวก แล้วแลอยู่
ถามว่าถ้าสงัดจากกามและอกุศลธรรมแล้วมีวิตกวิจารแล้วแต่รู้สึกว่าไม่มีปีติและสุขครับ รู้สึกว่าเฉยๆ จะทำอย่างไรให้เข้าถึงปฐมฌาณที่ทำให้เกิดปีติและสุขอะครับ

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5936
ความดี
3587
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-5-2020
โพสต์เมื่อ 16-3-2013 12:08:20 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 16-3-2013 20:04

อานนท์ ! ด้วยอาการอย่างนี้แล
ศีลอันเป็นกุศล มีอวิปปฏิสาร(ความไม่เดือดร้อนใจ)เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย
อวิปปฏิสาร มีความปราโมทย์เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย
ความประโมทย์ มีปีติเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย
ปีติ มีปัสสัทธิเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย
ปัสสัทธิ มีสุขเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย
สุข มีสมาธิเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย
สมาธิ มียถาภูติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย
ยถาภูตญาณทัสสนะ มีนิพพิทาเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย
นิพพาทา มีวิราคะเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย
วิราคะ มีวิมุตติญาณทัสสนะเป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมาย

        อานนท์ ! ศีลอันเป็นกุศล ย่อมยังอรหัตตผลให้บริบูรณ์โดยลำดับ
ด้วยอาการอย่างนี้แล

- เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๓๖/๒๐๘.

        ภิกษุ ท.! เมื่อมีศีลสมบูรณ์แล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า
"อวิปปฏิสารจงบังเกิดแก่เรา"
ภิกษุ ท.! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีศีลสมบูรณ์แล้ว
อวิปปฏิสารย่อมเกิด (เอง)

        ภิกษุ ท.! เมื่อไม่มีวิปปฏิสาร ก็ไม่ต้องทำ เจตนาว่า
"ปราโมทย์จงบังเกิดแก่เรา"
ภิกษุ ท.! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อไม่มีวิปปฏิสาร
ปราโมทย์ย่อมเกิด (เอง)

        ภิกษุ ท.! เมื่อปรามโมทย์แล้ว ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า
"ปีติจงบังเกิดแก่เรา"
ภิกษุท.! ข้อนี้เป็นธรรมดาว่า เมื่อปราโมทย์แล้ว
ปีติย่อมเกิด (เอง)

        ภิกษุ ท.! เมื่อมีใจปีติแล้ว ก็ไม่ต้องทำ เจตนาว่า
"กายของเราจงรำงับ"
ภิกษุ ท.! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีใจปีติแล้ว
กายย่อมรำงับ(เอง)

        ภิกษุ ท.! เมื่อกายรำงับแล้ว ก็ไม่ต้องทำ เจตนาว่า
"เราจงเสวยสุขเถิด"
ภิกษุ ท.! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อกายรำงับแล้ว
ย่อมได้เสวยสุข (เอง)

        ภิกษุ ท.! เมื่อมีสุข ก็ไม่ต้องทำเจตนาว่า
"จิตของเราจงตั้งมั่นเป็นสมาธิ"
ภิกษุ ท.! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อมีสุข
จิตย่อมตั้งมั่น เป็นสมาธิ (เอง)

        ภิกษุ ท.! เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว ก็ไม่ต้องทำ เจตนาว่า
"เราจงรู้จงเห็นตามที่เป็นจริง"
ภิกษุ ท.! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิแล้ว
ย่อมรู้ย่อมเห็นตามที่เป็นจริง (เอง)

        ภิกษุ ท.! เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ตามที่เป็นจริง ก็ไม่ต้องทำ เจตนาว่า
"เราจงเบื่อหน่าย"
ภิกษุ ท.! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อรู้อยู่เห็นอยู่ตามที่เป็นจริง
ย่อมเบื่อหน่าย (เอง)

        ภิกษุ ท.! เมื่อเบื่อหน่ายแล้ว ก็ไม่ต้องทำ เจตนาว่า
"เราจงคลายกำหนัด"
ภิกษุ ท.! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่าเมื่อเบื่อหน่ายแล้ว
ย่อมคลายกำหนัด (เอง)

        ภิกษุ ท.! เมื่อจิตคลายกำหนัดแล้ว ก็ไม่ต้องทำ เจตนาว่า
"เราจงทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ"
ภิกษุ ท.! ข้อนี้เป็นธรรมดา ว่า เมื่อคลายกำหนัดแล้ว
ย่อมทำให้แจ้งซึ่งวิมุตติญาณทัสสนะ (เอง)



- เอกาทสก. อํ. ๒๔/๓๓๖/๒๐๙.

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5936
ความดี
3587
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-5-2020
โพสต์เมื่อ 16-3-2013 12:26:02 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 16-3-2013 20:02

คำถาม
ตามพระสูตรเลยนะครับ
ศีลย่อมเป็นเบื้องต้นแห่งสมาธิ
บุคคลอาศัยศีล ตั้งอยู่ในศีลแล้ว
เจริญทำให้มากซึ่งอินทรีย์ ๕
เขานั้นย่อมถึงความเจริญงอกงามไพบูลย์ในธรรมทั้งหลาย
อาศัยเหตุปัจจัยในกันและกันเกิดตามมาได้ ดังพระสูตรครับ

ปิติ สุข อันเกิดจากสมาธิ เป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน
ปิติและสุขเป็นอุปสรรคต่อการบรรลุสมาธิระดับอันมีสัจจสัญญาอันละเอียดต่อไป
ดังนั้นหากจิตเป็นสมาธิแล้ว(ตั้งมั่นจากอกุศลธรรมทั้งหลายรำงับไปได้)
ให้เป็นผู้ตามเห็นการเกิดและดับไปของขันธ์ทั้งหลายในสมาธิที่จิตตั้งมั่น(อย่างนั้น) เป็นอย่างดี
ความตั้งมั่นนั้น ย่อมตั้งอยู่ได้ เสื่อมได้ และ ดับไปได้
ผู้มีปัญญาย่อมพิจารณาเห็นซึ่งการเกิดขึ้นและดับไปแห่งความตั้งมั่นนั้น
เพราะเป็นผู้รู้อยู่เห็นอยู่ซึ่งสิ่งนั้นอันเป็นสิ่งที่ไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน
มีความแปรปรวนไปเป็นอย่างอื่น ดับไปได้ ไม่ใช่ตัวตนที่แท้จริง
ปัญญาอันเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลสย่อมเกิดขึ้นว่า
นั่นไม่ใช่ของเรา  นั่นไม่ใช่เป็นเรา นั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
ให้พึงเห็นข้อนี้ด้วยปัญญา ตรงตามที่เป็นจริงอย่างนี้
อวิชชา คือความที่สัตว์มีอุปาทานอยู่ในขันธ์ทั้งหลาย ย่อมดับไป

ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 27-5-2020 09:53 , Processed in 0.068804 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน