กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 3118|ตอบกลับ: 17

การน้อมใจถึงพระพุทธเจ้า

[คัดลอกลิงก์]

25

กระทู้

0

เพื่อน

980

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
530
ความดี
236
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-3-2019
โพสต์เมื่อ 15-2-2013 13:19:32 |ดูโพสต์ทั้งหมด
(๑) "การน้อมใจถึงพระพุทธเจ้า"
      การกระทำอย่างไรถือว่าการน้อมใจถึงพระพุทธเจ้าได้
(๒) "การเกิดแก่เจ็บตาย เป็นไปตามธรรมชาติ" แต่ละคนรู้การเกิดแก่เจ็บตาย แต่ทำไมเมื่อถึงเวลาแล้วทำไมไม่ยอมรับ
     แค่เจ็บป่วยเป็นไข้ ทำไมนึกถีงยานึกถึงหมอก่อน ที่จะนึกถึงพระพุทธเจ้า
     ทั้งๆที่พึ่งอื่นใดในโลกนี้ไม่มีแล้วนอกจากพึ่ง พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
      (หรือรู้การเกิดแก่เจ็บตาย แค่รู้สักว่ารู้ แต่พอแก่เจ็บตายมาถึงตนแล้วรับไม่ได้ ทำใจไม่ได้)
    ทำอย่างไรถึงจะยอมการเกิดแก่เจ็บตายของตนได้
    พอรู้โรคของตนไม่มีทางรักษาใกล้จะตาย ยิ่งไม่ยอมรับ
    พอเป็นเรื่องของคนอื่นพูดเสียงดัง แต่พอมาถึงตนแล้วพูดไม่ออก
    จะทำอย่างไร เราจะตายแล้วยอมรับความตายได้อย่างเต็มใจ ว่าถึงเวลาแล้ว
(๓)"การละอุปาทาน" ทำอย่างไรถึงจะละอุปาทาน
(๔)"การละความเครียด" ทำอย่างไรถึงจะละความเครียดได้
     ทั้งๆที่คนเราก็รู้ความเครียดของตนเกิดจากอะไร
     ทำไมไม่ปล่อยไม่วาง หรือรู้สักว่ารู้แต่ไม่มีปัญญาแก้ไข
     ทำไมคนเราไม่ยอมรับ มีเหตุแล้วต้องมีผล

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 16-2-2013 10:13:42 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 16-2-2013 10:15

การน้อมใจถึงพระพุทธเจ้ากระทำอย่างไร

พระผู้มีพระภาคพระองค์นั้นทรงเป็นพระอรหันต์
ตรัสรู้เองโดยชอบ ทรงบรรลุวิชชาและจรณะ
เสด็จไปดีแล้วทรงรู้แจ้งโลก เป็นสารถีฝึกบุรุษที่ควรฝึก ไม่มีผู้อื่นยิ่งกว่า
เป็นศาสดาของทวยเทพและมนุษย์
เป็นผู้เบิกบานแล้ว เป็นผู้จำแนกธรรม
พระองค์ทรงทำโลกนี้ พร้อมทั้งเทวโลก มารโลก พรหมโลก
ให้แจ้งชัดด้วยพระปัญญาอันยิ่งของพระองค์เอง
แล้วทรงสอนหมู่สัตว์ พร้อมทั้งสมณะพราหมณ์ ทวยเทพและมนุษย์ให้รู้
ทรงแสดงธรรม งามในเบื้องต้น งามในท่ามกลาง งามในที่สุด
ทรงประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถทั้งพยัญชนะครบบริบูรณ์บริสุทธิ์

เมื่อระลึกถึง น้อมใจไปถึงอยู่อย่างนี้แล้ว
จิตย่อมผ่องใส เกิดความปราโมทย์ ละเครื่องเศร้าหมองแห่งจิตเสียได้

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 16-2-2013 10:15:52 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 16-2-2013 10:17

การเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นไปตามธรรมชาติ แต่ละคนรู้การเกิด แก่ เจ็บ ตาย แต่ทำไมเมื่อถึงเวลาแล้ว ทำไมไม่ยอมรับ

ดูกรพราหมณ์
สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ถึงความสะดุ้งต่อความตาย มีอยู่
สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ไม่กลัวไม่ถึงความสะดุ้งต่อความตายมีอยู่

ดูกรพราหมณ์
ก็สัตว์ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ถึงความสะดุ้งต่อความตายเป็นไฉน
บุคคลบางคนในโลกนี้เป็นผู้ยัง
(๑)ไม่ปราศจากความกำหนัด
ยังไม่ปราศจากความพอใจ
ยังไม่ปราศจากความรัก
ยังไม่ปราศจากความกระหาย
ยังไม่ปราศจากความเร่าร้อน   
ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในกามทั้งหลาย

มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่ง  ถูกต้องเขา
เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว
ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า กามอันเป็นที่รักจักละเราไปเสียละหนอ
และเราก็จะต้องละกามอันเป็นที่รักไป
เขาย่อมเศร้าโศก ย่อมลำบากใจ ย่อมร่ำไร ทุบอกคร่ำครวญ ถึงความหลงใหล

ดูกรพราหมณ์
บุคคลนี้แล ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ย่อมถึงความสะดุ้งต่อความตาย ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้
(๒)เป็นผู้ยังไม่ปราศจากความกำหนัด
ยังไม่ปราศจากความพอใจ
ยังไม่ปราศจากความรัก
ยังไม่ปราศจากความกระหาย
ยังไม่ปราศจากความเร่าร้อน
ยังไม่ปราศจากความทะยานอยากในกาย
มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขา
เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว
ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า กายอันเป็นที่รักจักละเราไปละหนอ
และเราก็จักละกายอันเป็นที่รักไป เขาย่อมเศร้าโศก...

ดูกรพราหมณ์แม้ บุคคลนี้แล ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ถึงความสะดุ้งต่อความตาย ฯ

อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้
(๓)เป็นผู้ไม่ได้ทำความดีไว้
ไม่ได้ทำกุศลไว้
ไม่ได้ทำความป้องกันความกลัวไว้
ทำแต่บาป ทำแต่กรรมที่หยาบช้าทำแต่กรรมที่เศร้าหมอง

มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขา
เมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว
ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า เราไม่ได้ทำความดีไว้ ไม่ได้ทำกุศลไว้
ไม่ได้ทำความป้องกันความกลัวไว้ ทำแต่บาปทำแต่กรรมที่หยาบช้าทำแต่กรรมที่เศร้าหมอง
ดูกรผู้เจริญ คติของคนไม่ได้ทำความดี ไม่ได้ทำกุศล
ไม่ได้ทำความป้องกันความกลัว ทำแต่บาป
ทำแต่กรรมที่หยาบช้า ทำแต่กรรมที่เศร้าหมองมีประมาณเท่าใด
เขาละไปแล้วย่อมไปสู่คตินั้น เขาย่อมเศร้าโศก...

ดูกรพราหมณ์ แม้บุคคลนี้แล
ผู้มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัว ถึงความสะดุ้งต่อความตาย ฯ
     
อีกประการหนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้
(๔)เป็นผู้มีความสงสัยเคลือบแคลง
ไม่ถึงความตกลงใจในพระสัทธรรม

มีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องเขาเมื่อเขามีโรคหนักอย่างใดอย่างหนึ่งถูกต้องแล้ว
ย่อมมีความปริวิตกอย่างนี้ว่า เรามีความสงสัยเคลือบแคลง
ไม่ถึงความตกลงใจในพระสัทธรรมเขาย่อมเศร้าโศก...

ดูกรพราหมณ์
แม้บุคคลนี้แล มีความตายเป็นธรรมดา ย่อมกลัวย่อมถึงความสะดุ้งต่อความตาย

ดูกรพราหมณ์ บุคคล ๔ จำพวกนี้ มีความตายเป็นธรรมดา  ย่อมกลัว
ถึงความสะดุ้งต่อความตาย

(พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๓ อังคุตตรนิกาย จตุกกนิบาต หัวข้อ ๑๘๔)

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 16-2-2013 10:18:15 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 16-2-2013 13:38

แค่การเจ็บป่วยเป็นไข้ ทำไมนึกถึงยา นึกถึงหมอ ก่อนที่จะนึกถึงพระพุทธเจ้า
ทั้งๆที่พึ่งอื่นใดในโลกนี้ไม่มีแล้ว นอกจากพึ่งพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์

ท่าน q รู้สึกอย่างไรเมื่อทุกข์ทางกาย คือการปวดอุจจาระบังเกิดขึ้น ท่านจะนึกถึงสิ่งใดเป็นเบื้องต้น

ทุกข์อันเกิดจากโรคบังเกิดขึ้นนั้นมีทั้งโรคทางกายและโรคทางใจ
พระศาสดาทรงตรัสว่า เมื่อกายอ่อนล้า ใจก็จะเหินห่างจากสมาธิ
กายและใจเป็นสิ่งที่ต้องอาศัยกันและกันเพื่อการดำรงอยู่ของพรหมจรรย์

กายอันเป็นที่ประชุมของมหาภูตทั้งสี่ ประกอบด้วย ดิน น้ำ ลม ไฟ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด
เจริญด้วยข้าวสุกและขนมสด มีการแตกสลายไปเป็นธรรมดา
เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา
ย่อมถึงความเสื่อมไปจากความไม่เที่ยงของสิ่งที่ถูกปรุงแต่งนั้นมีอยู่

แต่การที่ได้เกิดขึ้นมาแล้วนี้ ย่อมมีส่วนแห่งการยังอัตภาพเพื่อการประพฤติซึ่งพรหมจรรย์
เพราะพรหมจรรย์นี้ เราประพฤติเพื่อสำรวม เพื่อละขาดซึ่งภพ เพื่อคลายกำหนัด เพื่อดับทุกข์สนิท
ไม่ใช่เพียงแต่ทุกข์อันเกิดขึ้นทางกายแต่ฝ่ายเดียว
แต่ทุกข์ที่จะบังเกิดขึ้นทางใจ ก็ถึงความดับไปไม่มีเหลือ

การจะกล่าวซึ่งการพ้นไปจากทุกข์ทั้งสิ้น
โดยเว้นขาดจากกินอาหาร ขับถ่าย กินยารักษาโรค แล้วพ้นทุกข์ได้นั้น
ย่อมไม่เป็นฐานะที่พึงมีได้

แต่เพราะกายที่ต้องการปัจจัยปรุงแต่งทั้งหลายเหล่านี้ให้เป็นไปเพื่อการดำรงอยู่
การประพฤติอยู่ได้ด้วยพรหมจรรย์ เป็นการนำออกซึ่งทุกข์ทั้งสิ้นนี้ได้

คำตอบที่ผมถามคุณ q ข้างต้น คือ
คุณ q ต้องแก้ทุกข์เบื้องต้นอันเกิดจากกายก่อน(ขับถ่ายอุจจาระนั้นออกเสีย)
และเมื่อทุกข์ทางกายถึงความทุเลาลงไป ควรแก่ฐานะ
คุณ q จะนึกถึงการแก้ทุกข์อันเกิดจากโรคทางใจหรือไม่ละครับ
ฉันนั้นก็เหมือนกัน
บุคคลหากเจ็บไข้ได้ป่วย ก็จำเป็นต้องบรรเทาการเจ็บไข้นั้นด้วยยา
พระศาสดาก็ทรงให้ภิกษุผู้เจ็บไข้มียาฉันเพื่อบรรเทาอาพาธนั้นได้อยู่
เพื่อให้กายนี้ตั้งได้อยู่ เหมาะแต่การประพฤติพรหมจรรย์อันเยี่ยมยอดต่อไป

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 16-2-2013 10:23:42 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 16-2-2013 10:25

ทำอย่างไรถึงจะยอมรับการ เกิด แก่ เจ็บ ตายของตนได้

ผู้เห็นอาทีนวะคือโทษอันต่ำทรามของกายนี้ อันเป็นที่ เกิด แก่ เจ็บ ตาย
ผู้นั้นย่อมไม่ยินดี ย่อมละ ย่อมทำให้บรรเทา ย่อมไถ่ถอน ทำให้จางคลาย ทำให้สิ้นสุดไป กระทำให้ไม่มีเหลือ
โดยอาศัยวิเวก วิราคะ นิโรธ และน้อมไปเพื่อการสลัดคืนซึ่งธรรมชาตินั้น

ดังนั้นขอให้เห็นโทษของสิ่งๆนี้ให้มากๆ
เพราะโทษในกายมีอยู่
สัตว์ทั้งหลายจึงเบื่อหน่ายในกายนี้  
เพราะอุบายในการนำออกซึ่งความเกิด แก่ ตายนี้มีอยู่
สัตว์ทั้งหลายจึงออกไปจากสิ่งที่มีการเกิด แก่ ตายได้

ผู้พิจารณาเห็นมรณสติ(ความตาย จากกายแตกดับ หรือหมายถึง การตายของวิญญาณจากนามรูป)
อันตนเข้าไปตั้งไว้อย่างดีแล้วในภายในอย่างเนืองนิตย์
ผู้นั้นย่อมไม่อาลัยธรรมอันเป็นที่เกิดแห่งทุกข์
ไม่ถูกติดตามด้วยธรรมเหล่านั้น
และไม่สยบมัวเมาอยู่ด้วยธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานขันธ์ทั้งหลายเหล่านั้น
ละขาดเสียซึ่งฉันทะราคะ นำออกไปเสียซึ่งความพอใจในอุปาทานขันธ์ทั้งหลายอยู่
การตายของเขานั้น ย่อมงดงาม

กาลกิริยาอันไม่เลวทราม
พระสูตรหนึ่งที่พระองค์ทรงตรัสแก่พระเจ้ามหานามศากยราช
ซึ่งเสด็จเข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคและทรงวิตกถึงการตาย
ที่ไม่มีสติอันจะนำไปสู่ภพอย่างไร
พระองค์ทรงตรัสว่า...

มหาบพิตร อย่ากลัวเลยๆ

การสวรรคตอันไม่เลวทรามจักมีแก่มหาบพิตร
กาลกิริยาอันไม่เลวทรามจักมีแก่มหาบพิตร
ดูกรมหาบพิตร จิตของผู้ใดผู้หนึ่งที่อบรมแล้วด้วย

ศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ตลอดกาลนาน


กายนี้ของผู้นั้น มีรูป ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ มีมารดาบิดาเป็นแดนเกิด
เจริญขึ้นด้วยข้าวสุกและขนมสด มีความไม่เที่ยง ต้องขัดสี นวดฟั้น
และมีอันแตกกระจัดกระจายไปเป็นธรรมดา
พวกกา แร้ง นกตะกรุม สุนัข สุนัขจิ้งจอก หรือสัตว์ต่างชนิด ย่อมกัดกินกายนี้แหละ
ส่วนจิตของผู้นั้นอันศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา อบรมแล้วตลอดกาลนาน
ย่อมเป็นคุณชาติไปในเบื้องบนถึงคุณวิเศษ

ขอถวายพระพร เปรียบเหมือนบุรุษลงไปยังห้วงน้ำลึกแล้ว
พึงทุบหม้อเนยใสหรือหม้อน้ำมัน
สิ่งใดที่มีอยู่ในหม้อนั้นจะเป็นก้อนกรวดหรือกระเบื้องก็ตาม
สิ่งนั้นจะจมลงสิ่งใดเป็นเนยใสหรือน้ำมัน สิ่งนั้นจะลอยขึ้นถึงความวิเศษ ฉันใด
จิตของผู้ใดผู้หนึ่งอันที่อบรมแล้วด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ตลอดกาลนาน


กายนี้ของผู้นั้น มีรูป ประกอบด้วยมหาภูตรูป ๔ ...
ส่วนจิตของผู้นั้นซึ่งอบรมแล้วด้วยศรัทธา ศีล สุตะ จาคะ ปัญญา ตลอดกาลนาน
ย่อมเป็นคุณชาติไปในเบื้องบน ถึงคุณวิเศษ ฉันนั้นเหมือนกัน


ขอถวายพระพร มหาบพิตรอย่ากลัวเลยๆ
การสวรรคตอันไม่ลามกจักมีแก่มหาบพิตร

กาลกิริยาอันไม่ลามกจักมีแก่มหาบพิตร

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 16-2-2013 10:37:48 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 16-2-2013 10:40

"การละอุปาทาน" ทำอย่างไรถึงจะละอุปาทาน

เพราะความสิ้นไปแห่งตัณหา จึงมีความสิ้นไปแห่งอุปาทาน

ตัณหานี้ใด อันทำความเกิด(ความมีภพ) ให้เป็นปกติ
เป็นไปกันกับด้วยความกำหนัดเพราะความเพลิน
มักเพลินอย่างยิ่งในอารมณ์
ผู้หมดอุปาทาน ก็เท่ากับเป็นผู้ถึงแล้วซึ่งนิพพาน

การละอุปาทาน คือการวางความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ทั้งหลาย
เป็นผู้มีสติ มีปัญญา ถอนความเห็นว่าเป็นตัวเป็นตนออกเสีย
พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายโดยความเป็นของว่างเปล่าอยู่ทุกเมื่อ

สิ่งนี้เป็นสิ่งที่ต้องฝึกฝนฝึกหัดถึงความเป็นผู้มีปัญญา มีสติ
เห็นถึงสังขารทั้งหลายใดๆในโลกนี้ เป็นสิ่งที่ไม่ยั่งยืน
มีความแปรปรวนไปเป็นธรรมดา เมื่อเห็นอยู่อย่างนี้อย่างมากพอแล้ว
เพราะความหน่าย เพราะคลายกำหนัด ถึงความดับแล้ว
ย่อมไม่หวนกลับไปสู่ความเป็นอย่างนั้นอีก (เพราะเห็นซึ่งโทษ) ย่อมสลัดคืน
ละเสียซึ่งความสำคัญมั่นหมายในสังขารใดๆ
เข้าสู่อมตธาตุ คือนิพพาน

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 16-2-2013 10:58:21 |ดูโพสต์ทั้งหมด
การละความเครียด" ทำอย่างไรถึงจะละความเครียดได้
ทั้งๆที่คนเราก็รู้ความเครียดของตนเกิดจากอะไร
ทำไมไม่ปล่อยไม่วาง หรือรู้สักว่ารู้แต่ไม่มีปัญญาแก้ไข
ทำไมคนเราไม่ยอมรับ มีเหตุแล้วต้องมีผล

ทุกข์นั้นมีเพราะยึดถือมั่นไว้ พระศาสดาจึงทรงตรัสว่า
ภาระนั้นคือของหนัก ภาระนั้นคือความยึดมั่นถือมั่นในขันธ์ ๕
บุคคลเป็นผู้แบกภาระนั้น
การแบกถือของหนัก เป็นความทุกข์ในโลก
การปลงภาระหนักเสียได้เป็นความสุข
เครื่องถือมั่นภาระคือตัณหา
การวางภาระหนักลงเสียได้ คือความที่ตัณหานั้นดับไป

ความเพลินใดที่เป็นไปในเวทนาทั้งหลายของเขานั้น ความเพลินนั้นคือ อุปาทาน
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ
ผู้ที่มีจิตผูกติดกับอารมณ์(อันเรียกว่าเป็นภพแห่งจิต)ด้วยอำนาจแห่่งความเพลินนั้น
เพราะเป็นผู้ที่อยู่โดยปราศจากสติ อันตนเข้าไปตั้งไว้แล้วในกาย
ไม่มีปัญญาเห็นถึง ความเกิดขึ้นของสิ่งนั้น ความตั้งอยู่ไม่ได้ของสิ่งนั้น
คุณ โทษ และอุบายเป็นเครื่องออกไปจากสิ่งนั้นเสีย

เขาเป็นผู้มีปฏิฆะ(ความขัดเคืองใจ) เพราะทุกขเวทนานั้นนั่นเอง
ปฏิฆานุสัย อันใด อันเกิดจากทุกขเวทนา ปฏิฆานุสัยอันนั้น ก็ย่อมนอนตาม
ซึ่งบุคคลนั้นผู้มีปฏิฆะด้วยทุกขเวทนานั้น กล่าวว่าเขานั้นเป็นผู้ติดพันแล้วด้วยทุกข์

ชาติ ชรา มรณะ ย่อมมีแก่เขานั้น ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ
ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกาย ไม่สบายใจ ความคับแค้นใจ
ถึงความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ย่อมแก่เขา ด้วยเหตุนี้

การละเสียได้ซึ่งภพ อันเป็นอารมณ์ใดที่ไม่ชอบใจ(หรือทั้งชอบใจ และ ทั้งชอบใจและไม่ชอบใจนั้น)
ย่อมชื่อว่าเป็นผู้ไม่ถูกติดตามด้วยทุกข์ พระศาสดาจึงทรงตรัสให้เรานั้น
เป็นผู้มีสติอันเข้าไปตั้งไว้แล้วในกาย คือ อารมณ์แห่งการภาวนา กายคตาสติ
อันเป็นที่หลบภัยแห่ง มาร คือ อกุศลธรรมอันใด แก่สัตว์ผู้ยังมีอุปาทานอยู่
ตราบใดที่เราเจริญอยู่ซึ่งวิหารธรรมนี้ มารย่อมไม่ได้ช่อง กระทำให้มารตาบอด
จะเป็นผู้พ้นไปจากมารได้ มารจะไม่มองเห็นเราผู้หลุดพ้นแล้วด้วยอาการนี้

25

กระทู้

0

เพื่อน

980

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
530
ความดี
236
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-3-2019
โพสต์เมื่อ 16-2-2013 18:27:05 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 16-2-2013 10:18
แค่การเจ็บป่วยเป็นไข้ ทำไมนึกถึงยา นึกถึงหมอ ก่อนที ...

ถ้าปวดอุจจาระ ต้องไปอุจจาระ เพราะถือหลักว่าตราบใดที่ยังกินอยู่ ยังมีอาหารเก่า อาหารใหม่ในท้อง ต้องขับถ่ายเป็นธรรมดา
แต่ถ้าเจ็บป่วย ต้องคิดดูก่อนเหตุการเจ็บเกิดจากอะไร เพราะเจ็บป่วยแต่ละครั้งสาเหตุทำให้เจ็บป่วยต่างกัน บางอย่างไม่ต้องไปหามาก็ได้ บางอย่างถึงไปก็ไม่หาย บางอย่างทดเป็นไข้สักวันสองวันก็หายเอง โรคบางอย่างเพราะยาช่วยได้แค่ ๓๐ % ที่เหลือก็กำลังใจหรือธรรมะโอสถ พอรู้เหตุก็แก้ที่เหตุ เช่นอาการปวดหัว แก้ด้วยการดูลมหลายใจ หรือนอนพักสักหน่อย หยุดคิดสักหน่อย แต่บางโรคต้องรักษาที่ผล  การเจ็บป่วยถ้าพิจารณาให้ดีสอนอะไรหลายอย่างหรือไม่ หรือแค่เจ็บแค่อย่างหาย หรือไม่

25

กระทู้

0

เพื่อน

980

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
530
ความดี
236
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-3-2019
โพสต์เมื่อ 16-2-2013 18:30:51 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย qqqqq เมื่อ 16-2-2013 18:38
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 16-2-2013 10:37
"การละอุปาทาน" ทำอย่างไรถึงจะละอุปาทาน

เพราะค ...

ผู้ไม่เห็นขันธ์ทั้งหลาย ก็ละไม่ได้ หรือไม่

ผู้ไม่เห็นสังขาร ไม่มีทางละอุปาทานได้ หรือไม่

คนเรามีขันธ์๕ แต่ไม่รู้จักกระจ่างแจ้ง เลยละอุปาทานได้ หรือไม่

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 16-2-2013 20:04:01 |ดูโพสต์ทั้งหมด
qqqqq ตอบกลับเมื่อ 16-2-2013 18:27
ถ้าปวดอุจจาระ ต้องไปอุจจาระ เพราะถือหลักว่าตราบใดท ...

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย คนไข้ ๓ จำพวกนี้ปรากฏอยู่ในโลก.. คือ

คนไข้บางคนในโลกนี้ ได้โภชนะที่สบายหรือไม่ได้ก็ตาม
ได้เภสัชที่สบายหรือไม่ได้ก็ตาม
ได้ผู้ปฏิบัติบำรุงที่สมควรหรือไม่ได้ก็ตาม
ย่อมไม่หายจากอาพาธนั้นได้

“คนไข้บางคนในโลก ได้โภชนะที่สบายหรือไม่ได้ก็ตาม
ได้เภสัชที่สบายหรือไม่ได้ก็ตาม
ได้ผู้ปฏิบัติบำรุงที่สมควรหรือไม่ได้ก็ตาม
ย่อมหายจากอาพาธนั้นได้

“คนไข้บางคนในโลก ได้โภชนะที่สบายหรือไม่ได้ก็ตาม
ได้เภสัชที่สบาย ได้อุปัฏฐากที่สมควร
จึงหายจากอาพาธนั้น เมื่อไม่ได้ย่อมไม่หาย

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย ในบรรดาคนไข้ ๓ จำพวกนั้น
เราอนุญาตอาหารสำหรับคนไข้
ยาสำหรับคนไข้และอุปัฏฐากคนไข้ไว้
เพราะเห็นแก่คนไข้ที่ได้โภชนะที่สบาย..... เภสัชที่สบาย....... อุปัฏฐากที่สมควร
จึงหายจากโรคนั้น เมื่อไม่ได้ย่อมไม่หาย....”
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 1-6-2020 04:52 , Processed in 0.182244 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน