กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 7730|ตอบกลับ: 4

มิจฉาทิฏฐิ 4

[คัดลอกลิงก์]

3

กระทู้

0

เพื่อน

30

เครดิต

สมาชิกระดับ 1

Rank: 1

บล็อก
0
สตางค์
19
ความดี
7
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
19-9-2013
โพสต์เมื่อ 13-2-2013 13:04:38 |ดูโพสต์ทั้งหมด
มิจฉาทิฏฐิ 4

กรรมและสุขทุกข์ ไม่ได้เกิดจากผู้อื่นบันดาล
กรรมและสุขทุกข์ ไม่ได้เกิดจากตัวเองบันดาล
กรรมและสุขทุกข์ ไม่ได้เกิดจากผู้อื่นและตนเองบันดาล
กรรมและสุขทุกข์ ไม่ได้เกิดขึ้นเองลอยๆโดยปราศจากเหตุผล

ข้อแรกพอทำความเข้าใจได้
ข้อ 2,3,4 ทำความเข้าใจได้ยากมาก

รบกวนขอความรู้หน่อยครับ


42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 13-2-2013 21:49:56 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-2-2013 22:02

ขอโอกาสนะครับ
หากจะตอบแบบสั้นๆ ได้ว่า กรรม คืิอ สุข ทุกข์ นั้น
เกิดเพราะอาศัยเหตุปัจจัยในการเกิดขึิ้้นและดับไปเพราะหมดเหตุปัจจัยนั้น
(เป็นของไม่เที่ยง อาศัยกันและกันในการเกิดขึ้น มีความเสื่อม ความสิ้นไป ความจางคลายไป และความดับไป เป็นธรรมดา)

แต่เพราะความที่สัตว์มีอวิชชาและตัณหา ถึงทับแล้วซึ่งอุปาทานและทิฏฐิว่า
นี้อัตตาของเรา ย่อมถือเอานามรูปและวิญญาณว่านี้เป็นเรา

หากละเสียซึ่งอุปาทานในขันธ์ทั้งหลายนี้เสียได้
ถอนความเห็นว่าเป็นตนเป็นตนของออกเสีย
พิจารณาเห็นขันธ์ทั้งหลายโดยความเป็นของว่างเปล่าทุกเมื่อ
สัตว์ย่อมพึงข้ามฝั่งจากที่ที่ไม่ใช่ฝั่ง(สังขตธรรม)
ย่อมแลเห็นว่าสังขารทั้งหลายนั้นไม่ใช่ตัวตน
ไม่เข้าถึง ไม่ถือเอา ไม่ถึงทับซึ่งตัณหาและอุปทานในสังขารทั้งหลายนั้น
ไม่ลังเลและไม่สงสัยว่า
เมื่อจะเกิด ทุกข์เท่านั้นย่อมเกิด
เมื่อจะดับ ทุกข์เท่านั้น ย่อมดับ
(ทุกข์ที่นี้หมายถึง อุปาทานในสังขารทั้งหลาย ได้แก่อุปาทานใน รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ)

42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 13-2-2013 21:53:03 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 14-2-2013 08:35

ขอโอกาสขยายความ

กรรม นั้นพระศาสดาทรงตรัสว่ามี ปุราณกรรม(กรรมเก่า)และ นวกรรม(กรรมใหม่)

กรรมเก่า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ของเรานี้ เป็นกรรมเก่า
กรรมใหม่ คือ ผัสสะ อันเกิดจากอายตนะทั้ง ๖ ได้แก่ ผัสสะทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ

เช่น อาศัย ตาด้วย อาศัย รูปด้วย จึงเกิด จักขุวิญญาณ
ธรรม ๓ ประการถึงความประชุมพร้อมแล้ว เรียก ผัสสะทางตา(จักขุสัมผัส) เป็นต้น

อุปมานี้ พระศาสดาทรงตรัสว่า ภพเปรียบเหมือนผืนนา วิญญาณเปรียบเหมือนเมล็ดพืช
เมล็ดพืชตกลงบนผืนนา ชื่อว่ามีภพ  และ
กรรมเปรียบเหมือนผืนนา วิญญาณเปรียบเหมือนเมล็ดพืช
เมล็ดพืชตกลงไปบนเนื้อนา ชื่อว่ามีกรรมเกิดขึ้น

ภพ และ กรรม คือ ที่หยั่งลงหรือที่เกิดขึ้นของวิญญาณ
การเจริญโตเติบของเมล็ดพืชมีเพราะยางและเชื้อเก่าในเมล็ดพืชนั้น(ยางและเชื้อเก่านั้น อุปมาคือ ตัณหา)
การเจริญงอกงามของเมล็ดพืช เกิดจากน้ำคือ นันทิ และ ราคะ
(อุปมา นันทิ และราคะนี้ คือการทำความเกิดให้เป็นปกติ(ความมีภพ)


เพราะมีภพเป็นปัจจัยจึงมีชาติ คือ การที่จิต(วิญญาณ) ผูกติดไปกับอารมณ์(ภพ) ชรา มรณะ ย่อมเกิดแก่สัตว์ผู้เกิดแล้ว

เพราะวิญญาณ เข้าถือ รูป เวทนา สัญญา สังขาร เป็นที่ตั้งอาศัย เป็นที่หยั่งลง เป็นอารมณ์(ภพ)
เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป(รูป เวทนา สัญญา สังขาร)
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ ธรรมทั้งสองเป็นปฏิจจสมุปบาท
เป็นธรรมที่อาศัยกันและกันในการเกิดขึ้น

การที่จะบัญญัติซึ่งการมา การไป การจุติ(ตาย) การอุบัติ(เกิด) ของวิญญาณ
เว้นจาก รูป เวทนา สัญญา สังขาร นั้น ไม่ใช่ฐานะที่จะมีได้

ดังนั้น วิญญาณย่อมตั้งอาศัยในขันธ์ใดขันธ์หนึ่งเพราความน้อมไป(ราคะ)
เมื่อวิญญาณเข้าไปตั้งอาศัย(เข้าไปกินอาหาร,ก้าวลง,หยั่งลง)
ในรูป หรือ เวทนา หรือ สัญญา หรือ สังขาร
ชื่อว่า การมี ภพ หรือ กรรม ได้เกิดขึ้นแล้ว

แต่เพราะ ฉันทะ(ความพอใจ) ราคะ(ความกำหนัด) นันทิ(ความเพลิน) ตัณหา(ความทะยานอยาก) ใด ๆ
ที่มีอยู่ ในรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ นั้น
เพราะการเกี่ยวข้องแล้ว ติดข้องแล้ว(ในขันธ์ทั้งหลายนี้)
เพราะฉะนั้น จึงถูกเรียกว่า"สัตว์”

เมื่ออุปาทานในขันธ์ทั้งหลายมีอยู่ การสมมติว่าสัตว์ย่อมมี ฉันนั้น
ดังนั้น กรรม(หรือภพ) คือนิยามแห่งการบัญญัติขึ้นเพราะอาศัยวิญญาณและนามรูปในการตั้งอยู่
นามรูปพร้อมทั้งวิญญาณตั้งอยู่เพื่อการบัญญัติซึ่งความเป็นอย่างนี้

แต่เพราะสัตว์เป็นสิ่งๆหนึ่งที่ถูกผูกพันแล้วด้วยตัณหา ด้วยอุปาทาน
เข้าถืออยู่ ถึงทับอยู่ ซึ่งตัณหาและอุปาทานนี้
อันเป็นอนุสัยแห่งทิฏฐิว่าอัตตาของเรา
เพราะความที่มีอุปาทานในขันธ์ทั้งหลายนี้ กรรมย่อมเป็นของสัตว์นั้น

สัตว์ทั้งหลายจึงเป็นผู้มีกรรมเป็นของตน เป็นทายาทแห่งกรรม
มีกรรมเป็นกำเนิด มีกรรมเป็นเผ่าพันธุ์ มีกรรมเป็นที่พึ่งอาศัย
กระทำกรรมใด ไว้ดีก็ ตามชั่วก็ตาม จักเป็นผู้รับผลกรรมนั้น

เพราะสัตว์ติดข้องแล้วอยู่ในกรรม  
เพราะตัณหานี้ใด อันทำความเกิด(ความมีภพ) ให้เป็นปกติ
เป็นไปกันกับด้วยความกำหนัดเพราะความเพลิน มักเพลินอย่างยิ่งในอารมณ์-ภพ
ด้วยเหตุนี้ กรรม คือสุขและทุกข์ จึงไม่ใช่เป็นของ
ผู้ใดบันดาล
ของทั้งตนเองบันดาล
ของทั้งตนเองและผู้อื่นบันดาล
และไม่ใช่เกิดขึ้นมาโดยไม่มีเหตุใดๆ

แต่เพราะกรรมและสุข ทุกข์ทั้งหลายนั้น
เป็นของปรุงแต่ง (สงฺขตา) เป็นของอาศัยกันเกิดขึ้น(ปฏิจฺจสมุปฺปนฺนา)
มีความสิ้นไปเป็นธรรมดา (ขยธมฺมา) มีความเสื่อมไปเป็นธรรมดา(วยธมฺมา)
มีความจางคลายไปเป็นธรรมดา (วิราคธมฺมา) มีความดับไปเป็นธรรมดา(นิโรธธมฺมา)
สิ่งที่ไม่เที่ยงอย่างนี้ เป็นทุกข์(แปรปรวน)อย่างนี้ ไม่ใช่ตัวตนอย่างนี้ ควรแล้วหรือที่จะเห็นว่า
นั่นของเรา นั่นเป็นเรา และ นั่นเป็นตัวตนของเรา ดังนี้

42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 13-2-2013 21:53:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-2-2013 21:58

“แต่เพราะมีอวิชชาเป็นปัจจัย จึงมีสังขารทั้งหลาย
เพราะมีสังขารเป็นปัจจัย จึงมีวิญญาณ
เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป
เพราะมีนามรูปเป็นปัจจัย จึงมีสฬายตนะ
เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะมีผัสสเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา
เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา
เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน
เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ (กรรม)
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ
เพราะมีชาติเป็นปัจจัย ชรา มรณะ ความโศก ความร่ำไรรำพัน
ความไม่สบายกายไม่สบายใจ ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ จึงเกิดขึ้นครบถ้วน
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมีด้วยอาการอย่างนี้
เพราะความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือ
แห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว จึงมีความ ดับแห่งสังขาร
เพราะมีความดับแห่งสังขาร จึงมีความดับแห่งวิญญาณ
เพราะมีความดับแห่งวิญญาณ จึงมีความดับแห่งนามรูป
เพราะมีความดับแห่งนามรูป จึงมีความดับแห่งสฬายตนะ
เพราะมีความดับแห่งสฬายตนะ จึงมีความดับแห่งผัสสะ
เพราะมีความดับแห่งผัสสะ จึงมีความดับแห่งเวทนา
เพราะมีความดับแห่งเวทนา จึงมีความดับแห่งตัณหา
เพราะมีความดับแห่งตัณหา จึงมีความดับแห่งอุปาทาน
เพราะมีความดับแห่งอุปาทาน จึงมีความดับแห่งภพ (กรรม)
เพราะมีความดับแห่งภพ จึงมีความดับแห่งชาติ
เพราะมีความดับแห่งชาตินั่นเอง, ชรา มรณะ มรณะ
ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความไม่สบายกายไม่สบายใจ
ความทุกข์กาย ทุกข์ใจ ความคับแค้นใจ จึงดับสิ้น
ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้
ธรรมทั้งหลายเหล่านี้ เป็นสิ่งที่อาศัยกันและกันในการเกิดขึ้น และดับไปเพราะหมดเหตุปัจจัยของการเกิด

สัตว์เว้นผัสสะเสียแล้วจะรู้สึกต่อความสุขและทุกข์ ดังนี้นั้น นั่นไม่ใช่ฐานะที่จักมีได้


42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 13-2-2013 21:58:43 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 13-2-2013 22:00

นิทานสัมภวะ(แดนเกิด)แห่งกรรมทั้งหลายเกิด จากผัสสะ
และกัมมนิโรธ(ความดับกรรม)แห่งกรรมทั้งหลาย ย่อมมีเพราะความดับไปแห่งผัสสะ

ภิกษุโมลิยผัคคุนะ ได้ทูลถามขึ้นว่า
"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า?"
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย
เราย่อมไม่กล่าวว่า "บุคคลย่อมสัมผัส" ดังนี้
ถ้าเราได้กล่าวว่า "บุคคล ย่อมสัมผัส" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้
ที่ควรถามขึ้นว่า "ก็ใครเล่า ย่อมสัมผัส พระเจ้าข้า?" ดังนี้
ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น  ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า
"ผัสสะมี เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย พระเจ้าข้า?" ดังนี้แล้ว
นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา
คำ เฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า
"เพราะมีสฬายตนะเป็นปัจจัย จึงมีผัสสะ
เพราะมีผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทน า (ความ รู้สึกต่ออารมณ์)" ดังนี้

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์ พระเจ้าข้า?"
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย
เราย่อมไม่กล่าวว่า "บุคคลย่อมรู้สึกต่ออารมณ์" ดังนี้
ถ้าเราได้กล่าวว่า "บุคคลย่อมรู้สึกต่ออารมณ์" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้
ที่ควรถามขึ้นว่า "ก็ใครเล่า ย่อมรู้สึกต่ออารมณ์ พระเจ้าข้า?"ดังนี้
ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น ถ้าผู้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า
"เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีเวทนาพระเจ้าข้า?" ดังนี้แล้ว
นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหา ที่ควรแก่ความเป็นปัญหา
คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า
"เพราะมี ผัสสะเป็นปัจจัย จึงมีเวทนา เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณ หา (ความอยาก)" ดังนี้

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมอยาก พระเจ้าข้า?"
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย
ย่อมไม่กล่าวว่า "บุคคลย่อมอยาก" ดังนี้
หากเราได้กล่าวว่า "บุคลลย่อมอยาก" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า
"ก็ใครเล่า ย่อมอยาก พระเจ้าข้า?" ดังนี้ ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น
ถ้าผุ้ใดจะพึงถามเรา ผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า
"เพราะมีอะไรเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา พระเจ้าข้า?" ดังนี้แล้ว
นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา
คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า
"เพราะมีเวทนาเป็นปัจจัย จึงมีตัณหา เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัย จึงมีอุปาทาน (ความยึดมั่น)" ดังนี้

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า?"
นั่นเป็นปัญหาที่ไม่ควรจะเป็นปัญหาเลย
เราย่อมไม่กล่าวว่า "บุคคลย่อมยึดมั่น" ดังนี้
ถ้าเราได้กล่าวว่า "บุคคลย่อมยึดมั่น" ดังนี้ นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาในข้อนี้ ที่ควรถามขึ้นว่า
"ก็ใครเล่า ย่อมยึดมั่น พระเจ้าข้า?" ดังนี้ ก็เรามิได้กล่าวอย่างนั้น
ถ้าผู้ใดจะพึงถามเราผู้มิได้กล่าวอย่างนั้น เช่นนี้ว่า
"เพราะมีอะไรเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน พระเจ้าข้า?" ดังนี้แล้ว
นั่นแหละจึงจะเป็นปัญหาที่ควรแก่ความเป็นปัญหา
คำเฉลยที่ควรเฉลยในปัญหาข้อนั้น ย่อมมีว่า
"เพราะมีตัณหาเป็นปัจจัยจึงมีอุปาทาน เพราะมีอุปาทานเป็นปัจจัย จึงมีภพ " ดังนี้
เพราะมีภพเป็นปัจจัย จึงมีชาติ เพราะมีชาติเป็นปัจจัย
ชรา มรณ ะ โสกะปริเทวะทุกขโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน
ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้

ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 30-3-2020 17:21 , Processed in 0.046184 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน