กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1562|ตอบกลับ: 4

ขอพระสูตรเกียวกับเรื่องนี่ด้ยครับ.

[คัดลอกลิงก์]

33

กระทู้

3

เพื่อน

1144

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
630
ความดี
274
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
27-6-2017
โพสต์เมื่อ 29-1-2013 06:53:39 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ลบกวนคุณคมสันและเพื่อนสมาชิคที่พอจะทราบพระสูตร
เกี่ยวกับเหตุการนี้ครับ

ครั้งหนึ่งพระองค์ทรงประทับนั่ง ณ โคนต้นไม้
มีหญิงสาวเดินทางผ่านมา
พระองค์ทรงตรัสถามว่า          เธอมาจากไหน
นางตอบว่า                         ไม่รู้
พระองค์ทรงตรัสถามว่า          แล้วเธอจะไปไหน
นางก็ตอบว่า                         ไม่รู้  

ประมาณนี้นะครับ ซึ่งในบทสนทนานี้มีความหมายเป็นในว่า
ก่อนเธอจะเป็นมนุษย์เธอเป็นอะไรมาก่อนรู้ไหม
แล้วถ้าเธอตายจากความเป็นมนุษย์แล้ว
เธอจะไปเกิดเป็นอะไรรู้ไหม

ประมาณนี้นะครับ แต่ไม่ทราบรายละเอียด
ลบกวนเพื่อนๆที่ทราบช่วย บอกที่ครับ
ขอบคุณครับ            

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5936
ความดี
3587
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-5-2020
โพสต์เมื่อ 31-1-2013 22:22:38 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอประทานโทษครับ ยังไม่เคยพบเจอเ่ช่นกันนะครับ ต้องรอคุณสุรเดชมาช่วยค้นหาแล้วครับ คุณคิดดีจัง

3

กระทู้

9

เพื่อน

727

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
505
ความดี
111
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
27-7-2017
โพสต์เมื่อ 1-2-2013 05:59:38 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 31-1-2013 22:22
ขอประทานโทษครับ ยังไม่เคยพบเจอเ่ช่นกันนะครับ ต้องรอ ...

ขอโอกาสครับ เจออยู่ที่เดียว คือ พระไตรปิฎก ฉบับมหามกุฏฯ (ภาษาไทย) เล่มที่ ๔๒
พระสุตตันตปิฎก ขุททกนิกาย คาถาธรรมบท เล่มที่ ๑ ภาคที่ ๒
ไม่แน่ใจว่าเป็นพุทธวจนหรือไม่นะครับ ส่วนตัวคิดว่าไม่น่าจะใช่ รบกวนคุณคมสันช่วยดูด้วยครับ

๗. เรื่องธิดานายช่างหูก  [๑๔๓]
                                 ข้อความเบื้องต้น
         พระศาสดา    เมื่อประทับอยู่ในเจดีย์ชื่อว่าอัคคาฬวะ    ทรงปรารภ
ธิดาของนายช่างหูกคนหนึ่ง  ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า  " อนฺธภูโต  อยํ
โลโก "  เป็นต้น.                                                  
                พระศาสดาเสด็จประทานโอวาทธิดาช่างหูก
         พวกชนที่เหลือฟังพระธรรมเทศนานั้นแล้ว   ได้เป็นผู้ขวนขวายใน
กิจของตนอย่างเดียว.  ส่วนธิดาของนายช่างหูกอายุ ๑๖ ปีคนหนึ่ง   คิดว่า
" โอ  ธรรมดาถ้อยคำของพระพุทธเจ้าทั้งหลายอัศจรรย์,   เราเจริญมรณสติ
จึงควร "    ดังนี้แล้ว   ก็เจริญมรณสติอย่างเดียวตลอดทั้งกลางวันกลางคืน.
ฝ่ายพระศาสดาเสด็จออกจากเมืองอาฬวีแล้ว        ก็ได้เสด็จไปพระเชตวัน.
นางกุมาริกาแม้นั้น    ก็เจริญมรณสติสิ้น ๓ ปีทีเดียว.  ต่อมาวันหนึ่ง   พระ-
ศาสดาทรงตรวจดูโลก  ในเวลาใกล้รุ่ง   ทรงเห็นนางกุมาริกานั้น     เข้าไป
ในภายในข่าย   คือพระญาติของพระองค์   ทรงใคร่ครวญว่า  " เหตุอะไร
หนอ ?  จักมี "  ทรงทราบว่า    นางกุมาริกานี้เจริญมรณสติแล้วสิ้น ๓ ปี
ตั้งแต่วันที่ฟังธรรมเทศนาของเรา.  บัดนี้   เราไปในที่นั้นแล้ว  ถามปัญหา
๔  ข้อกะนางกุมาริกานี้    เมื่อนางเเก้ปัญหาอยู่    จักให้สธุการในฐานะ ๔
แล้วภาษิตคาถานี้.  ในเวลาจบคาถา  นางกุมาริกานั้น  จักตั้งอยู่ในโสดา-
ปัตติผล, เพราะอาศัยนางกุมาริกานั้น  เทศนาจักมีประโยชน์แม้แก่มหาชน
ดังนี้แล้ว    มีภิกษุประมาณ   ๕๐๐ รูปเป็นบริวาร    ได้เสด็จออกจากพระ-
เชตวัน    ไปสู่อัคคาฬววิหารโดยลำดับ.   ชาวเมืองอาฬวีทราบว่า   " พระ-
ศาสดาเสด็จมาแล้ว " จึงไปวิหาร ทูลนิมนต์แล้ว. แม้นางกุมาริกานั้น ทราบ  
การเสด็จมาของพระศาสดา  มีใจยินดีว่า " ข่าวว่า  พระมหาโคดมพุทธเจ้า
ผู้พระบิดา  ผู้เป็นใหญ่  เป็นพระอาจารย์ ผู้มีพระพักตร์ดังพระจันทร์เพ็ญ
ของเราเสด็จมาแล้ว " จึงคิดว่า  " พระศาสดา  ผู้มีวรรณะดังทองคำ  อัน
เราเคยเห็น  ในที่สุด ๓ ปี  แต่วันนี้.  บัดนี้  เราจักได้เห็นพระสรีระซึ่งมี
วรรณะดังทองคำ     และฟังธรรมอันเป็นโอวาท     ซึ่งโอชะอันไพเราะ
(จับใจ) ของพระศาสดานั้น. "  
         ฝ่ายบิดาของนาง    เมื่อจะไปสู่โรงหูก   ได้สั่งไว้ว่า " แม่ ผ้าสาฎก
ซึ่งเป็นของคนอื่น  เรายกขึ้นไว้ (กำลังทอ),  ผ้านั้นประมาณคืบหนึ่ง  ยัง
ไม่สำเร็จ;   เราจะให้ผ้านั้นเสร็จในวันนี้.   เจ้ากรอด้ายหลอดแล้ว    พึงนำ  
มาให้แก่พ่อโดยเร็ว. "    นางกุมาริกานั้นคิดว่า   " เราใคร่จะฟังธรรมของ
พระศาสดา    ก็บิดาสั่งเราไว้อย่างนี้;    เราจะฟังธรรมของพระศาสดาหรือ
หนอแล    หรือจะกรอด้ายหลอดแล้วนำไปให้แก่บิดา ? "    ครั้งนั้น  นาง
กุมาริกานั้น     ได้มีความปริวิตกอย่างนั้นว่า  " เมื่อเราไม่นำด้ายหลอดไปให้
บิดาพึงโบยเราบ้าง  พึงตีเราบ้าง.  เพราะฉะนั้น   เรากรอด้ายหลอดให้เเก่
ท่านแล้ว   จึงจักฟังธรรมในภายหลัง " ดังนี้แล้ว   จึงนั่งกรอด้ายหลอดอยู่
บนตั่ง  แม้พวกชาวเมืองอาฬวีอังคาสพระศาสดาแล้ว   ได้รับบาตร  ยืนอยู่
เพื่อต้องการอนุโมทนา.  พระศาสดาประทับนั่งแล้ว  ด้วยทรงดำริว่า "  เรา
อาศัยกุลธิดาใดมาแล้วสิ้นทาง ๓๐ โยชน์,   กุลธิดานั้น   ไม่มีโอกาสแม้ใน
วันนี้.    เมื่อกุลธิดานั้นได้โอกาสเราจักทำอนุโมทนา. "    ก็ใครๆในโลก
พร้อมทั้งเทวโลก   ย่อมไม่อาจเพื่อจะทูลอะไร ๆ กะพระศาสดา  ผู้ทรงนิ่ง
อย่างนั้นได้.     แม้นางกุมาริกานั้นแล     กรอด้ายหลอดแล้วใส่ในกระเช้า
เดินไปสู่สำนักของบิดา   ถึงที่สุดของบริษัทแล้ว   ก็ได้เดินแลดูพระศาสดา
ไป.   แม้พระศาสดา  ก็ทรงชะเง้อ๑ทอดพระเนตรนางกุมาริกานั้น.  ถึงนาง
กุมาริกานั้นก็ได้ทราบแล้ว   โดยอาการที่พระศาสดาทอดพระเนตรเหมือน
กันว่า  " พระศาสดา  ประทับนั่งอยู่ในท่ามกลางบริษัทเห็นปานนั้น  ทอด
พระเนตรเราอยู่   ย่อมทรงหวังการมาของเรา  ย่อมทรงหวังการมาสู่สำนัก
ของพระองค์ทีเดียว. "   นางวางกระเช้าด้ายหลอด   แล้วได้ไปยังสำนักของ
พระศาสดา.

               

แสดงความคิดเห็น

kiddeejung  ขอบคุณครับ อนุโมทนาด้วยครับ  โพสต์เมื่อ 1-2-2013 06:32

3

กระทู้

9

เพื่อน

727

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
505
ความดี
111
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
27-7-2017
โพสต์เมื่อ 1-2-2013 06:01:13 |ดูโพสต์ทั้งหมด
๑.  คีวํ  อุกฺขิปิตฺวา.
  ถามว่า  " ก็เพราะเหตุอะไร ?   พระศาสดา   จึงทอดพระเนตรนาง
กุมาริกานั้น."
         แก้ว่า  " ได้ยินว่า  พระองค์ได้ทรงปริวิตกอย่างนี้ว่า " นางกุมาริกา
นั้น   เมื่อไปจากที่นี้  ทำกาลกิริยาอย่างปุถุชนแล้ว  จักเป็นผู้มีคติไม่แน่นอน.
แต่มาสู่สำนักของเราแล้วไปอยู่     บรรลุโสดาปัตติผลแล้ว     จักเป็นผู้มีคติ
แน่นอน  เกิดในดุสิตวิมาน."   นัยว่า  ในวันนั้น  ชื่อว่าความพ้นจากความ
ตายไม่มีแก่นางกุมาริกานั้น.
        นางกุมาริกานั้น เข้าไปเฝ้าพระศาสดา ด้วยเครื่องหมายอันพระศาสดา
ทอดพระเนตรนั่นแล  เข้าไปสู่ระหว่างแห่งรัศมี  มีพรรณะ ๖  ถวายบังคม
แล้ว   ได้ยืนอยู่ ณ ที่ควรข้างหนึ่ง.
พระศาสดาตรัสถามปัญหากะธิดาช่างหูก
         ในขณะที่นางกุมาริกานั้น  ถวายบังคมพระศาสดาผู้ประทับนั่งนิ่งใน
ท่ามกลางบริษัทเห็นปานนั้นแล้ว   ยืนอยู่นั่นแล  พระศาสดาตรัสกะนางว่า
" กุมาริกา  เธอมาจากไหน ? "
         กุมาริกา.      ไม่ทราบ  พระเจ้าข้า.
         พระศาสดา.  เธอจักไปที่ไหน ?
         กุมาริกา.      ไม่ทราบ  พระเจ้าข้า.
         พระศาสดา.   เธอไม่ทราบหรือ ?
         กุมาริกา.      ทราบ  พระเจ้าข้า.
         พระศาสดา.   เธอทราบหรือ ?
         กุมาริกา.      ไม่ทราบ   พระเจ้าข้า.
พระศาสดาตรัสถามปัญหา ๔ ข้อกะนางกุมาริกานั้น    ด้วยประการ
ฉะนี้.
         มหาชนโพนทะนาว่า " ผู้เจริญทั้งหลาย   ท่านทั้งหลายจงดู,  ธิดา
ของช่างหูกนี้    พูดคำอันตนปรารถนาแล้ว ๆ    กับพระสัมมาสัมพุทธเจ้า;
เมื่อพระสัมมาสัมพุทธเจ้าตรัสว่า  ' เธอมาจากไหน ? '   ธิดาของช่างหูกนี้
ควรพูดว่า    ' จากเรือนของช่างหูก, '      เมื่อตรัสว่า ' เธอ  จะไปไหน ? '
ก็ควรกล่าวว่า  ' ไปโรงของช่างหูก '  มิใช่หรือ ?.  พระศาสดาทรงกระทำ
มหาชนให้เงียบเสียงแล้ว   ตรัสถามว่า   ' กุมาริกา   เธอ   เมื่อเรากล่าวว่า
'  มาจากไหน ? '  เพราะเหตุไรเธอจึงตอบว่า  ่ ไม่ทราบ '
         กุมาริกา. " พระเจ้าข้า   พระองค์ย่อมทรงทราบความที่หม่อมฉันมา
จากเรือนช่างหูก.  แต่พระองค์เมื่อตรัสถามว่า ' เธอมาจากไหน ? '    ย่อม
ตรัสถามว่า     'เธอมาจากที่ไหน     จึงเกิดแล้วในที่นี้ ? '     แต่หม่อมฉัน
ย่อมไม่ทราบว่า ' ก็เรามาแล้วจากไหน  จึงเกิดในที่นี้ ? '
         ลำดับนั้น   พระศาสดาประทานสาธุการเป็นครั้งแรกแก่นางกุมาริกา
นั้นว่า  " ดีละ ดีละ  กุมาริกา  ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล    อันเธอแก้
ได้แล้ว "     แล้วตรัสถามแม้ข้อต่อไปว่า   "  เธอ อันเราถามแล้วว่า   ' เธอ
จะไป ณ ที่ไหน ? ่   เพราะเหตุไร  จึงกล่าวว่า  ' ไม่ทราบ ? '
         กุมาริกา. " พระเจ้าข้า   พระองค์ทรงทราบหม่อมฉันผู้ถือกระเช้า
ด้ายหลอดเดินไปยังโรงของช่างหูก,  พระองค์ย่อมตรัสถามว่า   ' ก็เธอไป
จากโลกนี้แล้ว    จักเกิดในที่ไหน ?'      ก็หม่อมฉันจุติจากโลกนี้แล้วย่อม
ไม่ทราบว่า  'จักไปเกิดในที่ไหน ? "
ลำดับนั้น   พระศาสดา    ประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่ ๒ ว่า
" ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล   เธอแก้ได้แล้ว "  แล้วตรัสถามแม้ข้อต่อไป
ว่า " เมื่อเช่นนั้น.  เธอ  อันเราถามว่า  ' ไม่ทราบหรือ ? ;'   เพราะเหตุไร
จึงกล่าวว่า  'ทราบ? "
         กุมาริกา.    พระเจ้าข้า    หม่อมฉันย่อมทราบภาวะคือความตายของ
หม่อมฉันเท่านั้น,  เหตุนั้น  จึงกราบทูลอย่างนั้น.
         ลำดับนั้น       พระศาสดาประทานสาธุการแก่นางเป็นครั้งที่  ๓ ว่า
" ปัญหาอันเราถามแล้วนั่นแล   เธอแก้ได้แล้ว " แล้วตรัสถามแม้ข้อต่อไป
ว่า " เมื่อเป็นเช่นนั้น,  เธอ อันเราถามว่า ' เธอย่อมทราบหรือ ?'  เพราะ
เหตุไร  จึงพูดว่า  'ไม่ทราบ ? '
         กุมาริกา.     หม่อมฉันย่อมทราบแต่ภาวะคือความตายของหม่อมฉัน
เท่านั้น   พระเจ้าข้า  แต่ย่อมไม่ทราบว่า    จักตายในเวลากลางคืน  กลางวัน
หรือเวลาเช้าเป็นต้น   ในกาลชื่อโน้น    เพราะเหตุนั้น  จึงพูดอย่างนั้น. "
                            คนมีปัญญาชื่อว่ามีจักษุ
         ลำดับนั้น พระศาสดาประทานสาธุการครั้งที่ ๔  แก่นางว่า " ปัญหา
อันเราถามแล้วนั่นแล        เธอแก้ได้แล้ว "          แล้วตรัสเตือนบริษัทว่า
พวกท่านย่อมไม่ทราบถ้อยคำชื่อมีประมาณเท่านี้     ที่นางกุมาริกานี้กล่าว
แล้ว,    ย่อมโพนทะนาอย่างเดียวเท่านั้น;   เพราะจักษุ  คือปัญญาของชน
เหล่าใดไม่มี.   ชนเหล่านั้นเป็น   (ดุจ)  คนบอดทีเดียว;  จักษุคือปัญญา
ของชนเหล่าใดมีอยู่.   ชนเหล่านั้นนั่นแล  เป็นผู้มีจักษุ "  ดังนี้

33

กระทู้

3

เพื่อน

1144

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
630
ความดี
274
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
27-6-2017
โพสต์เมื่อ 1-2-2013 06:33:18 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณครับคุณ Suradet150
อยากรู้เหมือนกันว่าเป็นพุทธวัจนหรือปล่าวนะครับ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 27-5-2020 15:09 , Processed in 0.041205 second(s), 19 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน