กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
เจ้าของ: Sajanan

วิธีการนั่งสมาธิ

[คัดลอกลิงก์]

42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 7-1-2013 09:06:28 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 7-1-2013 21:43
DaNa ตอบกลับเมื่อ 6-1-2013 13:51
ดิฉันกำลังฝึกเรื่องนั่งสมาธิเหมือนกันค่ะ แต่นั่งที ...


สาธุ...ด้วยนะครับสำหรับความเพียรพยายาม
ธรรมชาติจิตนั้น เป็นเช่นนั้นเองครับ(ตถตา) คือ มักแสวงหาภพ
ไม่ผิดไปจากความเป็นอย่างนั้น (อวิตถตา) คือจิตย่อมอาศัยนามรูปเป็นที่ตั้งอาศัย
ไม่เป็นไปโดยประการอื่น(อนัญญถตา) คือ จิตมักเวียนกลับจากนามรูป ไม่เลยไม่อื่นเลย
เป็นอิทัปปัจจยตา คือ เพราะมีวิญญาณเป็นปัจจัย จึงมีนามรูป(รูป เวทนา สัญญา สังขาร)
เมื่อจิตจะหลงก็หลงอยู่แต่ในขันธ์ ๕ นั่นเองครับ

เพราะความที่สัตว์โดยส่วนมาก ถูกผูกพันด้วยตัณหา อุปาทาน และทิฏฐิ ว่า อัตตาของเรา
เมื่อจะไปบัญญัติอะไรขึ้นมาให้เป็นสัตว์ โดยถือเอารูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ
กลุ่มใดกลุ่มหนึ่งขึ้นมา เมื่อขันธ์ทั้งหลายยังคงมีอยู่ การสมมติว่า สัตว์ ย่อมมี
สัตว์จึงหลงไปในขันธ์ ๕ พระองค์จึงทรงบัญญัติ
การเกิดขึ้นของสัตว์แก่ผู้ที่ยังคงมีอุปาทานเหลืออยู่ ไม่ใช่สำหรับผู้ที่ไม่มีอุปาทานอยู่ ครับ

ด้วยเหตุนี้ การทำสมาธิมีความมุ่งหมายที่ให้เห็นจิต(วิญญาณ) นั้น เกิดและดับไปจากนามรูป
หรือให้เห็นว่านามรูปนั้น ดับไปจากจิต
ย่อมเห็นถูกต้องตรงตามที่เป็นจริงว่า สิ่งนั้นไม่เที่ยง ไม่ยั่งยืน มีความเปลี่ยนไปเป็นอย่างอื่นจากที่เป็นอยู่ ดับไปได้นั่น
ผู้มีปัญญาเมื่อเห็นอยู่อย่างนี้แล้ว จะมีจิตน้อมไปว่า นั่นไม่ใช่ของเรา นั่นไม่เป็นเรา และนั่นไม่ใช่ตัวตนของเรา
ย่อมไม่สำคัญ ใน ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ใดๆ
ไม่สำคัญ ซึ่ง ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ใดๆ
ไม่สำคัญ โดยความเป็น ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ใดๆ
ไม่สำคัญว่า ขันธ์ ธาตุ อายตนะ ใดๆ ว่า ของเรา
สักกายะ กล่าวคือ อุปาทานขันธ์ ย่อมถึงความดับไปเพราะเหตุนี้

ดังนั้นเราผู้เดินตามมรรค ก็ต้องฝึกฝนต่อไปนะครับ มรรคผลมีแล้ว ทางมีแล้ว วิธีมีแล้ว เหลือผู้เดินไปอย่างเดียวครับ

0

กระทู้

3

เพื่อน

160

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
3
สตางค์
103
ความดี
28
ชื่อเสียง
5
ล่าสุด
24-2-2013
โพสต์เมื่อ 7-1-2013 17:31:15 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 6-1-2013 21:48
ขอโอกาสนะครับ
ตลอดเวลาที่พระโคดมตรัสสอนเวไนยสัตว์ ...

ค่ะ ดิฉันกำลังศึกษา และฟังพระอาจารย์คึกฤทธิ์ อยู่ทุกวัน  เพราะเลื่อมใสในคำสอนของพระพุทธเจ้า และเลื่อมใสในคำบรรยายของพระอาจารย์เป็นอย่างมาก  ดิฉันจะทำตามที่คุณคมสันแนะนำ  ขอบคุณค่ะ

42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 7-1-2013 21:28:04 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 7-1-2013 21:30
DaNa ตอบกลับเมื่อ 7-1-2013 17:31
ค่ะ ดิฉันกำลังศึกษา และฟังพระอาจารย์คึกฤทธิ์ อยู่ท ...


ผมก็ศรัทธาในคำพระศาสดาเกิดจากการได้ยินแล้วรู้สึกแปลกหู (จากพระอาจารย์ที่นำมาเผยแผ่ทางyoutube) ไม่ใช่คำพูดทั่วไปทางธรรมที่เราได้ยินมา ฟังปุ๊ป ก็สะดุดทันทีที่จะต้องฟังต่อ และจะสังเกตุนะ ฟังอย่างเดียวไม่ได้ด้วยนะครับ ต้องตั้งจิตเพื่อที่จะรู้ทั่วถึง ตรงตามที่พระศาสดาบอกจริงๆ ฟังเฉยๆไม่ได้อะไรเลย ผ่านๆไป แต่พอตั้งใจฟัง จะทราบถึงเนื้อความที่ประทับใจมากๆและอัศจรรย์ว่า คำพูดนี้ไม่ใช่คนธรรมดาพูดๆกันได้แน่นอน แต่ก่อนผมเคยคิดสงสัยพระพุทธเจ้ามีจริงไหม แต่พอมาอ่านพุทธวจน ถึงไม่ได้ศึกษาทางประวัติศาสตร์หรือโบราณคดีใดๆ ก็เชื่อมั่นว่า มีแน่นอนครับ เพราะคนทั่วไปไม่มีทางเลยที่จะพูดคำเหล่านี้ออกมาได้ ไม่มีใครที่จะประพันธ์หนังสือเล่มหนาๆแบบนี้ออกมาได้ โดยความไม่ขัดแย้งกันเลย(ยกเว้นคำของสาวกขัดกันเอ
และขัดกับพุทธวจน) คนที่ศึกษาพุทธวจนมากๆ จะเข้าใจเลยครับว่าอัศจรรย์มากๆ สาธุ...นะครับ

แสดงความคิดเห็น

Suradet150  สาธุ เช่นกันครับคุณคมสัน  โพสต์เมื่อ 7-1-2013 22:38

0

กระทู้

0

เพื่อน

54

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
42
ความดี
6
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
10-8-2013
โพสต์เมื่อ 7-1-2013 23:51:58 |ดูโพสต์ทั้งหมด
รบกวนขอถามด้วยนะครับ

ด้วยความที่เป็นผู้ใหม่ ก็พยายามนั่งสมาธิ ให้ได้อย่างน้อยวันละ 5-10 นาที ถ้าเป็นไปได้ก็ วันละ 1 - 2 ครั้งครับ

พยายามอยากนั่งให้ได้นาน แต่มักจะเกิดเวทนาความปวดหลังมากครับ  

อาจจะเพราะปกติไม่ได้นั่งขัดสมาธิบ่อย ขากับหลังคงตึงครับ

ไม่ทราบพอมีวิธีนั่งไหมครับ หรือมีวิธีแก้ไหมครับ

ขอบคุณมากๆครับ

42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 9-1-2013 22:20:01 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 9-1-2013 22:21
madkai ตอบกลับเมื่อ 7-1-2013 23:51
รบกวนขอถามด้วยนะครับ

ด้วยความที่เป็นผู้ใหม่ ก็พยาย ...


สาธุ...นะครับ สำหรับความเพียรในการกระทำซึ่งอานาปานสติสมาธิ
การบำเพ็ญความเพียรนั้น พระศาสดาทรงตรัสไว้ในวิริยสัมโพชฌงค์ ว่า
ความเพียรนั้นมี เพียรทางกาย และเพียรทางจิต
คุณผู้ถาม หากเกิดทุกขเวทนาทางกายนั้น ความเพียรทางจิตยังสามารถกระทำเจริญให้ยิ่งขึ้นไปได้อยู่
พึงเปลี่ยนอิริยาบถทางกายอันเป็นทุกข์นั้น
โดยการสลับเดินจงกรม ตั้งไว้ซึ่งกายคตาสติเช่นเดิม
กล่าวว่า ความเพียรของเขานั้นย่อมเป็นสัมมาวายามะ

0

กระทู้

0

เพื่อน

54

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
42
ความดี
6
ชื่อเสียง
0
ล่าสุด
10-8-2013
โพสต์เมื่อ 10-1-2013 08:23:22 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 9-1-2013 22:20
สาธุ...นะครับ สำหรับความเพียรในการกระทำซึ่งอานาปานส ...

ขอบคุณ คุณคมสัน มากๆครับ

42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 10-1-2013 22:19:00 |ดูโพสต์ทั้งหมด
madkai ตอบกลับเมื่อ 10-1-2013 08:23
ขอบคุณ คุณคมสัน มากๆครับ

สาธุ...กับความเพียรนะครับ
หากใหม่ๆ ก็นั่งเวลาน้อยๆ ก่อนก็ได้นะครับ
อย่าเพิ่งเร่งความเพียร เพราะอินทรีย์ทั้งหลายย่อมเป็นธรรมชาติที่เสมอกัน
เวลาไม่ใช่สิ่งสำคัญเลยครับในการทำสมาธิ แต่สิ่งสำคัญคือได้เห็นด้วยปัญญาว่า
สิ่งใดสิ่งหนึ่งเมื่อมีเกิดขึ้นแล้ว สิ่งนั้นย่อมีความดับไปเป็นธรรมดา
ให้เรากำหนดหมายซึ่งสิ่งนั้นในสมาธิ ย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีสติและปัญญาในสมาธฺนั้นแล้ว
ผู้ใดเห็นการเกิดและดับไปในธรรมทั้งหลายที่จิตไปตั้งอาศัยอยู่อย่างเป็นประจำต่อเนื่อง
ผู้นั้นย่อมเห็นซึ่งมรณสัญญา ว่าธรรมทั้งหลายเหล่านั้น มีความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ และ อนัตตา
เมื่อเห็นเวียนรอบซ้ำไปอยู่อย่างนี้ ย่อมเห็นถึงโทษแห่งการเกิดขึ้นของภพ
ย่อมเบื่อหน่ายในสิ่ง่นั้น ย่อมคลายกำหนัด กระทำให้สิ้นสุดไป กระทำให้ไม่มีเหลือ
ถึงความดับลงไปได้ และไม่หวนกลับไปสู่ความเป็นเช่นนั้นอีก ย่อมสลัดคืน จิตหลุดพ้นได้ด้วยอาการนี้ครับ

หน้าที่ของผู้ปฏิบัติ จึงต้องเจริญกระทำให้มาก มีปกติเห็นโดยความเป็นโทษ
ในธรรมทั้งหลายอันเป็นที่ตั้งแห่งอุปาทานอยู่
การหยั่งลงแห่งนามรูปย่อมไม่พึงมีได้


33

กระทู้

3

เพื่อน

1144

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
630
ความดี
274
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
27-6-2017
โพสต์เมื่อ 24-1-2013 07:15:49 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 10-1-2013 22:19
สาธุ...กับความเพียรนะครับ
หากใหม่ๆ ก็นั่งเวลาน้อยๆ ก ...

"เมื่อเรานั่งสมาธินั่น กำหนดที่ลมหายใจ
เข้ายาวรู้ออกยาวรู้ เข้าสั้นรู้ออกสั้นรู้
แต่จิตเราจะคอยหลุดไปใน
ในเวทนาบ้าง สัญญาบ้าง  สังขารบ้าง กลับมาที่ลมหายใจบ้าง
วนอยู่ในที่ธาตุนี้ ให่เราเข้าไปสังเกตุ
ให้เห็นการเกิดของอะไร และการดับไปของอะไรในสี่ธาตุนี้
อย่าไปลำคานแต่ให้เข้าไปเป็นผู้สั้งเกตุให้เห็น การเกิดดับตรงนี้"
(ฟังมากพระอาจารย์ครับ)

ผมสงสัยว่า ให้เข้าไปเห็นการเกิดการดับในสี่ธาตุนี้แล้ว
ความตั่งมั่นหรือมีความสงบในอารมณ์ๆเดียว
จะเกิดขึ้นตอนไหนหรือเกิดได้ยังงัยครับ
ในเมื่อจิตเราวนไปวนมาอยู่อย่างนี้ตลอดนะครับ

42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 24-1-2013 09:03:39 |ดูโพสต์ทั้งหมด
kiddeejung ตอบกลับเมื่อ 24-1-2013 07:15
"เมื่อเรานั่งสมาธินั่น กำหนดที่ลมหายใจ
เข้ายาวรู้อ ...



พระศาสดาทรงตรัสว่า ธรรมชาตินั้นย่อมรู้แจ้ง (วิชานาติ) และ วิญญาณย่อมเวียนกลับจากนามรูป ไม่เลยไปอื่นเลย
เมื่อผู้ปฏิบัติเจริญอานาปานสติสมาธิ ธรรมชาติของจิต(วิญญาณ) ย่อมอาศัย นามรูป เป็นที่ตั้งอาศัย
ด้วยอาศัยความน้อมไป(ตัณหา) อันทำความก่อขึ้นแห่งภพให้เป็นปกติ
เพราะความกำหนัดด้วยความเพลิน เครื่องนำไปสู่ภพย่อมมีได้
การปรากฏแห่งวิญญาณมีขึ้นในที่ใด การปรากฏแห่งนามรูป และ กองทุกข์ก็ย่อมมีในที่นั้น


42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 24-1-2013 09:04:45 |ดูโพสต์ทั้งหมด
kiddeejung ตอบกลับเมื่อ 24-1-2013 07:15
"เมื่อเรานั่งสมาธินั่น กำหนดที่ลมหายใจ
เข้ายาวรู้อ ...

ความตั่งมั่นหรือมีความสงบในอารมณ์ๆเดียว
จะเกิดขึ้นตอนไหนหรือเกิดได้อย่างไร
ในเมื่อจิตเราวนไปวนมาอยู่อย่างนี้ตลอด

ความตั้งใจมั่นเกิดมีได้เพราะการปรากฏแห่งสุข
สุขเกิดมีได้เพราะการปรากฏแห่งปัสสัทธิ(ความความสงบรำงับแห่งกาย)
ปัสัสทธิมีได้เพราะการปรากฏแห่งปิติ
ปิติมีได้เพราะการปรากฏแห่งปราโมทย์
ปราโมทย์มีได้เพราะมีความไม่เดือดร้อนใจ
การไม่เดือดร้อนใจมีได้เพราะการเป็นผู้บริบูรณ์ในศีล
ธรรมทั้งหลายย่อมยังธรรมทั้งหลายให้บริบูรณ์ มิต้องมีเจตนากระทำให้เกิด
แต่เพราะธรรมทั้งหลายย่อมไหลไปสู่ธรรมทั้งหลายนั้นนั่นเอง

การที่จิต(วิญญาณ) ไปตั้งอ่าศัยในนามรูปคือการปรากฏแห่งวิญญาณ
(เพราะมีวิญญาณ จึงมีนามรูป เพราะมีนามรูป จึงมีวิญญาณ)
ย่อมมีการปรากฏแห่งทุกข์(การดับไปได้) กล่าวคือ วิญญาณดับไปจากนามรูปนั้น หรือ นามรูปนั้นดับไปจากวิญญาณ
ผู้ปฏิบัติถึงไม่มีเจตนาจะให้ดับไป แต่สิ่งนั้นย่อมถึงความดับไปได้เพราะการเกิดปรากฏ
หรือมีเจตนาจะให้ดับไปเพราะความเป็นผู้มีสติอันตนเข้าไปตั้งไว้ในกาย
(สติเป็นเครื่องกั้นแห่งกระแสธรรมทั้งหลาย)
ผู้มีสติย่อมเป็นผู้มีอินทรีย์สังวร ผู้สำรวมอินทรีย์ย่อมเป็นผู้ไม่ประมาท
ผู้ไม่ประมาทคือผู้เจริญซึ่งกายคตาสติ
ตราบใดที่ผู้ปฏิบัติมีจิต(วิญญาณ)ตั้งอยู่ในกายคืออารมณ์ภาวนา
ตราบนั้นย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในภพแห่งตน บาปอกุศล(มาร)ย่อมทำอันตรายไม่ได้
ที่ใดที่ปราศจากอกุศลธรรมทั้งหลาย จิตของเขานั้นย่อมถึงความตั้งมั่นได้
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 30-3-2020 16:01 , Processed in 0.122342 second(s), 21 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน