กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 4246|ตอบกลับ: 25

วิธีการนั่งสมาธิ

[คัดลอกลิงก์]

3

กระทู้

0

เพื่อน

64

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
42
ความดี
11
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-5-2015
โพสต์เมื่อ 4-1-2013 18:21:40 |ดูโพสต์ทั้งหมด
รบกวนท่านอาจารย์ เรื่อง การนั่งสมาธิค่ะ
เนื่องจากว่า หนู เพิ่งเริ่มศึกษา และสนใจที่จะนั่งสมาธิ แต่พยายามหลายครั้งแล้วนั่งไม่เคยสำเร็จสักครั้ง พอเริ่มนั่งจิตไม่นิ่งสักที่ค่ะ และรู้สึกตัวเองนั่งนิ่งๆๆ ไม่ได้สักครั้ง
หนูจึงอยากถามวิธี จะเริ่มต้นยังไงค่ะ ถึงจะนั่งสมาธิได้ค่ะ
ขอบพระคุณมากค่ะ
ตาล

42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 4-1-2013 21:49:59 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 4-1-2013 21:54

รบกวนคุณตาล สอบถามพระอาจารย์ที่ สนทนาธรรมค่ำวันเสาร์ หรีอ สนทนาธรรมหลังฉัน โดยพิมพ์คำถามส่งไปที่ หน้าเวปบอร์ดนี้ นะครับ   http://www.watnapp.com

ขอโอกาสนะครับ

การนั่งทำสมาธิ เป็นอิริยาบถหนึ่งในการเจริญซึ่งสติและสัมปชัญญะ การทำสมาธินั้นหมายถึงการกระทำให้จิตนั้นตั้งมั่น จิตสงบที่เรียกว่า สมถะ ภาวะจิตตั้งมั่นเป็นสมาธิ สามารถเกิดได้ทุกๆอิริยาบถ คือ อิริยาบถ ยืน เดิน นั่ง นอน และการงานในปัจจุบัน
ที่กล่าวว่าสนใจในการนั่งทำสมาธิ แต่เมื่อนั่งทำสมาธิแล้วพบว่าจิตไม่นิ่ง อยากเสนอแนะว่า สมาธิคือ ความตั้งมั่นของจิต จิตของเรานั้นธรรมชาติเป็นสภาวะที่รู้แจ้งในอารมณ์ต่างๆ จิตจะเข้าไปอาศัยอารมณ์นั้นๆ เพื่อการเกิดขึ้นแห่งภพและชาติ(ความตั้งอยู่ได้ของจิตและความที่จิตผูกติดไปกับอารมณ์นั้น เจริญงอกงามด้วยความเพลิน) เมื่อทำสมาธิอยู่ พระศาสดาทรงตรัสให้ยึดกาย(คือลมหายใจ เป็นอารมณ์สำหรับการภาวนา) เป็นเสาเขื่อนเสาหลักของจิต มีสติรู้ลมหายใจเข้าและลมหายใจออก แต่ด้วยธรรมชาติของจิต จิตจะลืมลมหายใจและเข้าไปตั้งอาศํยในอารมณ์อื่น เรียกว่าจิตก่อภพใหม่(อันไม่ใช่ภพแห่งอารมณ์ภาวนา) เมื่อจิตเกาะเกี่ยวอยู่ในอารมณ์นั้นต่อไปด้วยความเพลิน เรียกว่ามีชาติ การที่จิตละทิ้งอารมณ์ภาวนาไปและไปเกาะเกี่ยวในอารมณ์ใหม่ มีเหตุเพราะ
๑.        ขาดสติ
๒.        ความน้อมไป คือ ตัณหาในการสร้างภพ อันทำความเกิด(ของจิต) ให้เป็นปกติ มีความกำหนัดเพราะความเพลิน มักเพลินอย่างยิ่งในอารมณ์

สติ จึงเป็นสิ่งที่ต้องฝึกให้มากเจริญให้มาก เพราะสติเป็นเครื่องกั้นแห่งกระแสธรรมทั้งหลาย
สติเปรียบเหมือนนายทวารประตูเมืองควบคุมไม่ให้คนไม่ดีผ่านเข้าเมืองได้ สติควบคุมทวารทั้ง ๖ ได้แก่
ตา หู จมูก ลิ้น กายใ จ ไม่ให้อกุศลเป็นที่ที่จิตเข้าไปตั้งอาศัยได้ สติจึงนับว่าเป็นใหญ่ในที่ทั้งปวง
ความเป็นผู้มีสติได้นั้น ย่อมมีเหตุให้เกิด มีสิ่งที่เรียกว่า การกระทำไว้ในใจโดยแยบคาย เป็นแดนเกิด
ผู้มีสติแล้วย่อมสำรวมอินทรีย์ทั้งหลายไว้ได้ ย่อมเป็นผู้ตั้งอยู่ในความไม่ประมาท
คือ อกุศลธรรมทั้งหลายอันจะบังเกิดขึ้น มิให้เกิดขึ้น หรือ บังเกิดขึ้นแล้ว ให้เสื่อมไป ได้ด้วยความเป็นผู้มีสติ
การเจริญสติ คือการฝึกกายคตาสติทั้งหลาย ซึ่งตรงตามกับที่พระศาสดาทรงตรัสให้เรานั้นยึดกายดีกว่ายึดจิต

แสดงความคิดเห็น

kiddeejung  สาธุ สาธู สาธู อนุโมทนาครับ  โพสต์เมื่อ 5-1-2013 06:40

42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 4-1-2013 21:55:37 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 5-1-2013 07:01

กายคตาสติ เป็นธรรมที่พระองค์สรรเสริญว่า
เป็นไปเพื่อสติสัมปชัญญะ เพื่อปัญญาเจริญไพบูลย์  มีความไม่ประมาทเป็นที่ประชุมลง ดังนี้แล้ว
กายคตาสติจึงเป็นธรรมที่เอื้อต่อความอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน


กายคตาสติหยั่งลงในกาย เปรียบดั่งแม่น้ำทั้งหลายมีมหาสุมทรเป็นที่หยั่งลงภายใน ดังนี้
มหาสมุทรเปรียบดั่งกายคตาสติ(ความไม่ประมาท)
แม่น้ำทั้งหลาย เป็นอุปมาของธรรมทั้งหลายเหล่านี้ อันได้แก่

1.อานาปานสติสมาธิ
เป็นธรรมอันเอก เป็นวิหารธรรมของพระศาสดาเมื่อปลีกวิเวก เป็นเครื่องอยู่เป็นสุขในปัจจุบัน
ด้วยการพิจารณาว่า ลมหายใจเข้าและลมหายใจออกนั้นเป็นกายอันหนึ่งๆในกายทั้งหลายดังนี้
ก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ

2. การรู้อิริยาบถ เดิน ยืนนั่ง นอน
เราเดินอยู่ ย่อมรู้ชัดว่า เราเดินอยู่
เมื่อยืน ย่อมรู้ชัดว่า "เรายืนอยู่"
เมื่อนั่ง ย่อมรู้ชัดว่า "เรานั่งอยู่"
เมื่อนอน ย่อมรู้ชัดว่า "เรานอนอยู่"
เมื่อเราตั้งกายไว้ด้วยอาการอย่างใด  
ก็ย่อมรู้ทั่วถึงกายนั้น ด้วยอาการอย่างนั้น
ก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ

3.
การมีสัมปชัญญะความรู้สึกตัวทั่วพร้อม
ในกรณีการก้าวไปข้างหน้า ถอยกลับหลัง การเหลียวดูแลดู การคู้ การเหยียด ... ทำความรู้สึกตัวทั่วพร้อม ในการกิน การดื่ม การเคี้ยว
การลิ้ม การถ่ายอุจจาระปัสสาวะ การไป การหยุด การนั่ง การนอน การหลับ การตื่น การพูด การนิ่ง
พระองค์ทรงตรัสถึงการเป็นผู้มีสติสัมปชัญญะ
ก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ

4. การพิจารณากายในเรื่องของความไม่งาม(อสุภสัญญา)
พิจารณาเห็นกายนี้
เบื้องบนแต่พื้นเท้าขึ้นไป เบื้องต่ำแต่ปลายผมลงมา มีหนังหุ้มอยู่โดยรอบ
เต็มไปด้วยของไม่สะอาด มีประการต่างๆว่า ในกายนี้มี ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก...
ก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ

5. การพิจารณากายโดยความเป็นธาตุมีอยู่ในกายนี้(ดิน น้ำ ไฟลม)
พิจารณากายนี้
รู้โดยความเป็นธาตุดิน
รู้โดยความเป็นธาตุน้ำ
รู้โดยความเป็นธาตุไฟ
และ รู้โดยความเป็นธาตุลม
ว่าไม่สำคัญโดยความเป็นธาตุเหล่านี้ ไม่ยินดีและไม่สำคัญว่าเป็นเรา
ก็ชื่อว่า เจริญกายคตาสติ

42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 4-1-2013 21:59:15 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 5-1-2013 07:56

คำถาม
จิตไม่นิ่งจะเริ่มต้นอย่างไรดีถึงจะนั่งสมาธิได้

อย่างที่กล่าวข้างต้น คุณตาลต้องฝึกเจริญ สติ ให้มากครับ
หากเป็นการนั่งทำสมาธิ (แท้จริงแล้ว สมาธิ เกิดได้ทุกอิริยาบถ) เมื่อจิตหลงลืมกายคือลมหายใจ แล้วไปเกาะเกี่ยวในอารมณ์ใดๆก็ตาม ให้เป็นผู้มีสติให้ไว โดยการกลับมารู้อยู่ที่อารมณ์ภาวนาเหมือนเดิม ละความเพลิน คือนันทิ ในอารมณ์ที่จิตไปตั้งงอาศัยอยู่เสีย ให้กระทำแบบนี้เวียนซ้ำ พระศาสดาทรงตรัสว่า จิตนั้นย่อมเวียนกลับจากนามรูป ไม่เลยไปอื่นเลย ซึ่งหมายถึง จิตจะไปตั้งอาศัยใน รูป หรือ เวทนา หรือ สัญญา หรือ สังขาร รวมเรียกว่า ภพ เป็นสถานที่เกิดแห่งจิตที่จะเข้าไปตั้งอาศัย เวียนรอบไปมา เรียกว่า จิตนั้นดับจากภพหนึ่ง จิตนั้นไปตั้งอาศัยในภพใหม่  เวียนกลับไปมาแบบนี้ เมื่อจิตดับไปจากภพนั้นให้เป็นผู้ตามเห็นการดับไปของภพนั้น เมื่อจิตไปตั้งอาศัยในภพใหม่นั้น ให้เป็นผู้ตามเห็นการเกิดขึ้นแห่งภพใหม่นั้น ชื่อว่า เป็นผู้มีปัญญา พระองค์ให้เราผู้ศึกษาปฏิบัติ ให้จิตตั้งอาศัยในลมหายใจอันเป็นกายอันหนึ่งๆในกายทั้งหลาย(รูป) ดังนั้นเมื่อจิตไปตั้งอยู่ในภพใดที่ไม่ใช่เสาเขื่อนเสาหลัก (ลมหายใจ) ให้รีบละความเพลินนั้น โดยเป็นผู้มีสติอันตนเข้าไปตั้งไว้ในกาย นำจิตมาตั้งไว้ที่ลมหายใจเหมือนเดิม และหากจิตหลงลืมไปจากลมอีก ก็ให้น้อมจิตกลับมาตั้งที่ลมหายใจอีก ทำอย่างนี้เรื่อยไป ย่อมชื่อว่าเป็นผู้มีความรู้สึกตัวรอบคอบ มีสติ มีความเพียรเผากิเลสอยู่

ประโยชน์จากการทำสมาธิอยู่ที่ตรงนี้ คือ
เป็นผู้มีสติในการนำจิตกลับเข้าไปตั้งไว้ที่อารมณ์ภาวนาคือลมหายใจ
เป็นผู้เห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป แห่ง ขันธ์ทั้งหลายในการทำสมาธินั้นอยู่
การที่จิตตั้งมั่นในสมาธิเป็นธรรมที่ไหลตามมาจากการเป็นผู้มีสติต่ออารมณ์ภาวนานั่นเอง
เมื่อจิตหลงลืมลมไป เราเป็นผู้มีสตินำจิตกลับมาตั้งที่อารมณ์ภาวนาใหม่อีกครั้ง
หากเรากระทำความหลงลืมลมหายใจ ได้ไวและเร็วขึ้น ก็ขึ้นชื่อว่า การภาวนาของเรานั้นดีขึ้น
พระศาสดาสรรเสริญว่าไวดุจการกระพริบตาของคน นั้นคือ อินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ ครับ

และเมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมเห็นได้ตรงตามที่เป็นจริงซึ่งการเกิดและดับไปของขันธ์ ๕
นี้เป็นประโยชน์สูงสุดจากการทำสมาธิ หากใช่กระทำให้เพียงจิตนิ่งตามที่คุณตาลกล่าวมา

กำลังใจ
ขอให้กำลังใจว่า การที่จิตไม่เป็นสมถะ(สงบ) อย่าไปคิดน้อยใจ หรือ ทำให้หมดกำลังใจในการทำความเพียร
พระศาสดาทรงตรัสว่า เมื่อจิตไม่เป็นสมาธิก็รู้ว่าจิตไม่เป็นสมาธิ จิตฟุ้งซ่านก็รู้ว่าจิตฟุ้งซ่าน
เห็นการเกิดขึ้นและความเสื่อมไปจากจิตของธรรมใดๆก็ตามที่จิตเข้าไปรับรู้
นี้ชื่อว่าเป็นผู้มีสติแล้ว เป็นการเจริญ จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน หนึ่งในสติปัฏฐานทั้งสี่
ตามที่พระศาสดาตรัสว่าสติปัฏฐาน ๔ นี้ เป็นที่ที่ควรเที่ยวไปแห่งจิต
สติจึงนับว่าเป็นใหญ่ในที่ทั้งปวง ผู้มีสติและสัมปชัญญะ ย่อมยังหิริและโอตตัปปะให้บริบูรณ์
เมื่อหิริและโอตตัปปะมีอยู่ ก็ย่อมยังอินทรีย์สังวร(ความสำรวมทางอินทรีย์ทั้งหลายคือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) ให้บริบูรณ์
เมื่ออินทรีย์สังวรมีอยู่ ศีลของเขานั้นย่อมบริบูรณ์
เมื่อศีลมีอยู่ สัมมาสมาธิของเขานั้นย่อมบริบูรณ์
ธรรมทั้งหลายย่อมยังธรรมทั้งหลายให้บริบูรณ์

เป็นผู้มีศีลที่บริบูรณ์  ศีลเป็นพื้นฐานเป็นที่รองรับคุณอันยิ่งใหญ่
เป็นพื้นฐานให้เกิดสมาธิคือความสงบใจ
สมาธิที่มีศีลเป็นเบื้องต้น เป็นสมาธิที่มีผลมาก มีอานิสงส์มาก ดังนี้นะครับ

แสดงความคิดเห็น

อรนุช  อ่านด้วยคนคะ  โพสต์เมื่อ 24-1-2013 21:57

33

กระทู้

3

เพื่อน

1144

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
0
สตางค์
630
ความดี
274
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
27-6-2017
โพสต์เมื่อ 5-1-2013 06:52:13 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อนุโมทนาครับคุณคมสัน

ผู้ปฏิบัติมือใหม่ส่วนใหญ่จะเข้าใจผิดในเรื่องสมาธิ

จะทำแต่สมาธิให้ได้ ลืมเรื่องของสติไป หรือคิดไม่ถึง

ว่าสติเป็นฐานที่มั่นสำคัญยิ่งในการเจริญสมาธิ

ซึ่งผมเองก็เป็นมานานนั่งสมาธิถึงไม่เคยได้เลย ฟุ้งซ่านมาก


พอได้มาเจอหลักปฏิบัติในการเจริญสติ อานาปานสติ กายคตาสติ

ก็หันมาเน้นเจริญสติ

ทำให้การปฏิบัติเดินหน้าไปด้วยดีกว่าเดิมเยอะเลยครับ

แสดงความคิดเห็น

อรนุช  สาธูด้วย  โพสต์เมื่อ 24-1-2013 21:58
aunna  สาธุค่ะ  โพสต์เมื่อ 8-1-2013 09:36
คมสัน  สาธุ...นะครับคุณคิดดีจัง  โพสต์เมื่อ 5-1-2013 06:58

42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 5-1-2013 07:32:48 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 5-1-2013 07:35
kiddeejung ตอบกลับเมื่อ 5-1-2013 06:52
อนุโมทนาครับคุณคมสัน

ผู้ปฏิบัติมือใหม่ส่วนใหญ่จะเ ...


ถูกต้องตามที่กล่าวแล้วครับคุณคิดดีจัง
อย่าหงุดหงิด เสียใจ น้อยใจ จนทำให้ความเพียรที่ทำอยู่เสื่อมไปด้วยอาการที่ฟุ้งไปในอารมณ์ แต่ให้รู้สึกตัวทั่วพร้อมและมีสติว่าเมื่อจิตนี้หลงลืมลมหายใจไปแล้ว ให้นำกลับมาตั้งอาศัยใหม่ที่ลมหายใจ ทำเช่นนี้ ความเพียรของเรานั้นชื่อว่า เป็นสัมมาวายามะ (เพียรถูกต้อง) การทำสมาธิไม่จำเป็นต้องกระทำให้จิตนิ่งเป็นเบื้องต้นก่อน ตามที่คุณตาลเข้าใจ แต่ความที่ธรรมทั้งหลายย่อมไหลไปสู่ธรรมทั้งหลาย ความเพียรที่พยายามไม่ให้จิตฟุ้งไปในอกุศล นำกลับมาที่ภพแห่งตนคืออารมณ์ภาวนา ไม่หลงใหลไปตามสิ่งอันเป็นที่รักที่เพลิดเพลิน(ในขันธ์ ๕) อันเป็นเครื่องถึงทับแห่งใจ ด้วยตัณหาและอุปาทาน มีปกติเห็นโทษในสิ่งนั้น

ความพยาม เช่นนี้ของเขานั้น เป็น สัมมาวายามะ
ความเห็น เช่นนี้ของเขานั้น เป็น สัมมาทิฏฐิ
ความดำริ เช่นนี้ของเขานั้น เป็น สัมมาสังกัปปะ
ความระลึก เช่นนี้ของเขานั้น เป็น สัมมาสติ
ความตั้งใจมั่น เช่นนี้ของเขานั้น เป็น สัมมาสมาธิ
กายกรรม
วจีกรรม และ อาชีวะ ของเขา ก็บริสุทธิ์ดีแล้วมาตั้งแต่แรก

หนทางอันประเสริฐ ๘ ประการ ที่เรียกว่า อริยอัฏฐังคิกมรรค ของเขาย่อมถึงความเจริญเต็มที่ เป็น สัมมาสมาธิที่เป็นอริยะ
ด้วยอาการอย่างนี้ เมื่อเขาทำอริยอัฏฐังคิกมรรคให้เจริญอยู่อย่างนี้
สติปัฏฐานแม้ทั้งสี่ สัมมัปปธานแม้ทั้งสี่ อิทธิบาทแม้ทั้งสี่
อินทรีย์แม้ทั้งห้า พละแม้ทั้งห้า โพชฌงค์แม้ทั้งเจ็ด ย่อมถึงความงอกงามบริบูรณ์ได้แท้
ธรรมสองอย่างของเขาคือ สมถะ และ วิปัสสนา ชื่อว่าเข้าคู่กันได้อย่างแน่นแฟ้น

จะเห็นว่าธรรมทังหลายย่อมยังธรรมทั้งหลายให้บริบูรณ์ด้วยอาการแบบนี้
ดังนั้น ใจเย็นๆนะครับ ทำต่อไปนะครับ ความชำนาญในการละความเพลินและมีสติกลับมา
เกิดจากการฝึกฝนให้มากครั้ง บ่อยครั้ง เจริญให้มาก
จะทำได้อย่างคล่องแคล่วในสมาธิ ภพแห่งจิตย่อมเกิดได้น้อยลง
ชาติ คือ ความเจริญงอกงามของจิตด้วยความเพลินในอารมณ์นั้น ย่อมสั้นลง
เมื่อไม่มีชาติโดยประการทั้งปวง ชรา และมรณะย่อมถึงการดับไปด้วยประการนี้ครับ

แสดงความคิดเห็น

อรนุช  ตามมาอ่านด้วย  โพสต์เมื่อ 24-1-2013 22:00
kiddeejung  ขอบคุณครับคุณคมสัน ขอบคุณมากๆ  โพสต์เมื่อ 5-1-2013 11:58

3

กระทู้

0

เพื่อน

64

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
42
ความดี
11
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
29-5-2015
โพสต์เมื่อ 5-1-2013 20:53:14 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 4-1-2013 21:49
รบกวนคุณตาล สอบถามพระอาจารย์ที่ สนทนาธรรมค่ำวันเสาร ...

ขอขอบพระคุณมากนะค่ะที่แนะนำ จะพยายามค่ะ และจะฟังธรรมให้มากขึ้นค่ะ

0

กระทู้

3

เพื่อน

160

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
3
สตางค์
103
ความดี
28
ชื่อเสียง
5
ล่าสุด
24-2-2013
โพสต์เมื่อ 6-1-2013 13:51:09 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ดิฉันกำลังฝึกเรื่องนั่งสมาธิเหมือนกันค่ะ แต่นั่งทีไร จิตก็วิ่งไปคิดตรงนั้น ตรงนี้ตลอด ไม่อยู่นิ่ง เข้ามาอ่านที่คุณคมสันแนะนำจิตไม่นิ่งจะเริ่มต้นอย่างไรดีถึงจะนั่งสมาธิได้ คืนนี้ต้องกลับไปปฎิบัติ และจะพยายาม นั่งสมาธิให้ได้ค่ะ ขอบคุณค่ะ

แสดงความคิดเห็น

kiddeejung  เป็นกำลังใจให้ครับ เพียรแต่พอดี เพียรให้ต่อเนื่องนะครับ  โพสต์เมื่อ 8-1-2013 07:05

0

กระทู้

3

เพื่อน

160

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
3
สตางค์
103
ความดี
28
ชื่อเสียง
5
ล่าสุด
24-2-2013
โพสต์เมื่อ 6-1-2013 14:52:40 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ิดิฉันอยากรบกวนถามคุณคมสันค่ะว่า ถ้าเรามีเพื่อน ที่เวลาเราพูดถึงพุทธวจน อยากให้เค้ามาฟังบ้าง แต่ดูจากกิริยา ท่าทางแล้ว เค้าไม่ค่อย อยากจะรับฟังเท่าไหร่ เราจะมีวิธี การพูด หรือทำอย่างไร ให้เค้ามาฟังพุทธวจน ได้บ้างค่ะ เพราะเพื่อน ๆ ที่ยังไม่ได้ฟัง เค้าก็ยังยึดติดอยู่แบบเดิม ๆ ส่วนตัวดิฉันและลูก ๆ  เมื่อได้รับฟังแล้ว จะปฎิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า อย่างแท้จริงค่ะ

42

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5909
ความดี
3574
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-3-2020
โพสต์เมื่อ 6-1-2013 21:48:08 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 7-1-2013 08:48
DaNa ตอบกลับเมื่อ 6-1-2013 14:52
ิดิฉันอยากรบกวนถามคุณคมสันค่ะว่า ถ้าเรามีเพื่อน ที่ ...


ขอโอกาสนะครับ
ตลอดเวลาที่พระโคดมตรัสสอนเวไนยสัตว์ ๔๕ พรรษา
ชนเหล่าใดถือว่าเรื่องนี้ควรฟังควรเชื่อ ข้อนั้นจักเป็นไปเพื่อประโยชน์เกื้อกูล
เพื่อความสุข แก่ชนทั้งหลายเหล่านั้นสิ้นกาลนาน
เพื่อนของคุณ DaNa ต้องมีความเห็นว่าคุณ DaNa เป็นผู้ที่เขาควรเชื่อฟัง ด้วย
ดังนั้นเราผู้ที่อยากจะให้เขาได้รู้พุทธวจน เรานั้นย่อมต้องรู้พุทธวจนอย่างดีเสียก่อน
ศรัทธาย่อมเกิดเพราะได้พบสัปบุรุษ(กัลยาณมิตร)
การที่เขายังไม่ได้พบสัปบุรุษ ธรรมย่อมไม่ลงมาสู่โสตของเขา
พระศาสดาตรัสว่าเพราะทุกข์เขานั้นยังไม่เกิด เพราะศรัทธามีทุกข์เป็นที่อิงอาศัย
นี้นี่เองที่พระองค์ตรัสสอนว่า
ทุกข์นั้นมีความหลงใหลเป็นผลหรือมิฉะนั้นก็มีการแสวงหาที่พึ่งภายนอกเป็นผล
ว่าจะมีใครหนอย่อมรู้วิธีเพื่อความดับไม่เหลือของทุกข์นี้สักหนึ่งวิธีหรือสองวิธี

เมื่อนั้นเขาจะแสวงหาสัปบุรุษเองครับ หรือไม่ก็
ย่อมได้รับความโศกเศร้า ระทมใจ คร่ำครวญ ตีอกร่ำไห้ ถึงความหลงใหล เป็นผล
สิ่งที่เขาพึ่งพาอยู่ในปัจจุบัน หากเขาใช้ที่พึ่งนั้นเป็นหนทางดับทุกข์ไม่ได้แล้ว
เขาย่อมแสวงหาที่พึ่งใหม่(วิธีที่สอง) ตามที่พระศาสดาตรัสไว้ เมื่อนั้น พุทธวจน จ่ะช่วยเขาได้ครับ
ที่พึ่งที่เขามีอยู่(สัมมาทิฏฐิเบื้องต้น) ยังดีกว่าที่เขาไม่มีที่พึ่งเลย
ดังนั้นเมื่ออินทรีย์ของเขาเหมาะแก่กล้าแล้ว
พุทธวจน จะเป็นที่พึ่งของเขาเองในภายหน้า เขาย่อมปลงศรัทธาลงมาสดับด้วยโสตเขาเองครับ
พระศาสดาทรงตรัสว่า เรื่องที่ป็นเรื่องจริงเรื่องแท้และประกอบด้วยประโยชน์ แต่ไม่เป็นที่ชอบใจของบุคคล
พระองค์เองยังทรงเลือกกาลที่จะกล่าวเรื่องนั้นๆ


ในความเห็นผม คุณ DaNa ก็ศึกษาพุทธวจนต่อไปให้มากๆ และเมื่อเขามีปัญหาใดๆ
เราก็ใช้พุทธวจนมาช่วยแก้ปัญหาให้เขา ครั้นได้ฟังธรรมนั้นในส่วนพุทธวจน
ความศรัทธาย่อมเกิดแก่ผู้มีจิตเลื่อมใสนั้น
เพราะธรรมของพระศาสดานั้น พระองค์ตรัสว่า
ไพเราะในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด
ประกาศพรหมจรรย์พร้อมทั้งอรรถะ พร้อมทั้งพยัญชนะ บริสุทธิ์บริบูรณ์สิ้นเชิง
เมื่อได้ฟังธรรมนั้น เขาครั้นฟังแล้ว ย่อมเกิดศรัทธาในตถาคต



แสดงความคิดเห็น

อรนุช  สาาาาธุคะ  โพสต์เมื่อ 24-1-2013 22:02
kiddeejung  สาธุ สาธู สาธู โดนใจจริงๆครับ  โพสต์เมื่อ 8-1-2013 07:07
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 30-3-2020 16:32 , Processed in 0.053846 second(s), 28 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน