กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 2691|ตอบกลับ: 11

ขอโอกาสถาม

[คัดลอกลิงก์]

10

กระทู้

0

เพื่อน

171

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
118
ความดี
30
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-3-2013
โพสต์เมื่อ 1-1-2013 22:15:16 |ดูโพสต์ทั้งหมด
อยากทราบว่าการจะรักษาศีลให้บริสุทธิ์นั้น โดยเฉพาะข้อ๕ แม้เหล้าเข้าปากเพียงหยดเดียว ก็ถือว่าผิดศีลหรือไม่
มีพระสูตรไหนที่พระองค์ทรงตรัสเกี่ยวกับเรื่องนี้หรือไม่
พอดีได้สนธนากับเพื่อน เพื่อนบอกว่าพระพุทธเจ้าเคยตรัสว่าหยดเดียว หรือการดื่มเพราะความจำเป็น ถือว่าไม่ผิด
ผมเลยสงสัยครับ


3

กระทู้

9

เพื่อน

727

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
0
สตางค์
505
ความดี
111
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
27-7-2017
โพสต์เมื่อ 1-1-2013 23:05:56 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอโอกาสนะครับ มีที่คุณคมสันรวบรวมไว้ครับ ลองศึกษาดูครับ

http://www.watnapahpong.com:8080 ... &extra=page%3D2

แสดงความคิดเห็น

คมสัน  ลืมไปแล้วนะครับ ว่าเคยทำไว้ ขอบพระคุณครับ  โพสต์เมื่อ 2-1-2013 22:36

10

กระทู้

0

เพื่อน

171

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
118
ความดี
30
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-3-2013
โพสต์เมื่อ 2-1-2013 00:34:13 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบคุณมากครับ

อนุโมทนา สาธุ

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5936
ความดี
3587
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-5-2020
โพสต์เมื่อ 2-1-2013 21:19:26 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ericay ตอบกลับเมื่อ 2-1-2013 00:34
ขอบคุณมากครับ

อนุโมทนา สาธุ


ขอโอกาสนะครับ
มีหลายพระสูตรหากได้อ่านจากลิงค์ที่คุณสุรเดชโพสมา พระสูตรที่กล่าวเกี่ยวกับสุราและของมึนเมาหากเสพมากกระทำมากย่อมเป็นไปเพื่อนรก กำเนิดเดรัจฉาน เปรตวิสัย เพราะสุรานั้นเป็นที่ตั้งแห่งความประมาท ผู้ประมาทย่อมขาดการสำรวมในอินทรีย์ ผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ เพราะเป็นผู้ไม่มีสติสัมปชัญญะ ด้วยเหตุนี้เขานั้นย่อมเป็นผู้อยู่ด้วยความประมาท ทุจริต ๓ ประการ ได้แก่ กายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ย่อมพึงมีแก่เขานั้นซึ่งเป็นผู้ไม่สำรวมในอินทรีย์ทั้งหลายอยู่
        
แต่พระสูตรบางพระสูตรที่พระองค์ทรงตรัสว่า บุรุษในโลกนี้ ฆ่าสัตว์ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม พูดเท็จ พูดส่อเสียด พูดคำหยาบ พูดเพ้อเจ้อ มากไปด้วยอภิชฌา มีจิตพยาบาท มีความเห็นผิด ...นั้นก็เป็นไปเพื่อเข้าถึงอบาย ทุคติวินิบาต นรก ได้ และ บางพระสูตร เช่น คุณธรรมของพระโสดาบัน(บางหัวข้อธรรม) ก็เว้นจากศีลข้อ ๕ คือพระองค์มิได้กล่าวถึง แต่จะมีเรื่องของสัมมาวาจาซึ่งทรงลงรายละเอียดไปแทน(ดื่มได้ แต่ห้ามผิดสัมมาวาจา)

คำถาม
หากตามบทพยัญชนะแล้ว ดื่มแม้หนึ่งหยดด้วยเจตนาแล้ว ก็ล่วงต่อสิกขาแล้วครับ เพื่อนอ้างว่าเพราะความจำเป็น มีพระสูตรแนวนี้เหมือนกันครับว่าทำผิดต่อธรรมด้วยความจำเป็น ก็ยังไม่พ้นต่ออบายทุคติวินิบาตนรกไปได้ เขาย่อมไม่ได้พึงตามปรารถนาด้วยเหล่านายนิริยบาลจะฉุดคร่าเขาลงไปในนรกนั่นเอง (ทำนองทำผิดเพราะความจำเป็น เป็นเหตุผลที่ฟังไม่ขึ้น แต่ทำผิดด้วยไม่เจตนา พระศาสดาไม่ทรงปรับอาบัติ เช่น ภิกษุยื่นส่งไม้กันข้างบนและพลาดทำไม้หล่นใส่ศีรษะภิกษุข้างล่าง ถึงความตาย พระองค์ตรัสถามภิกษุที่ทำไม้หล่นว่าขณะส่งไม้ ท่านคิดอย่างไร ภิกษุตอบว่าเจตนาก็แค่ส่งไม้ ภิกษุนั้นก็ไม่มีอาบัติปาราชิก อีกกรณีหนึ่ง พระองค์ให้ภิกษุฉันงบน้ำอ้อยได้ในยามวิกาล ทั้งๆที่มีส่วนผสมของแป้ง แต่เพราะไม่ได้มีเจตนาใส่แป้งเพื่อประโยชน์อื่นใดนอกจากให้งบน้ำอ้อยเกาะกันแน่นเพียงเท่านั้น พระองค์อนุญาตให้ฉันได้เพราะยังไงงบน้ำอ้อยนั้นก็ยังถึงความนับว่า งบน้ำอ้อยนั่นแหละ)

ดังนั้นผมคิดว่า ดูที่เจตนานะครับ หากเจตนาดื่ม ยังไงๆก็ผิดอยู่แล้วครับ แต่หากจะดื่มแล้ว ไม่ผิดต่อสัมมาวาจา และกระทำมรรคที่เหลือ อีก ๗ ข้อให้ถึงพร้อม ก็ชื่อว่า ได้คุณธรรมของพระโสดาบันได้นะครับ (ทั้งๆที่ยังดื่มเหล่า แต่ ยากที่ดื่มแล้วไม่ผิดสัมมาวาจา และผิดต่อมรรคที่เหลือ เพราะผู้ดื่มมักขาดสติสัมปชัญญะ ย่อมยังทุจริต ๓ ให้บริบูรณ์ได้ ยกเว้น ดื่มหยดเดียวพอจะไหวนะ หรือ ดื่มยังไงก็ได้ แต่ยังเป็นผู้มีความรู้สึกตัวทั่วพร้อมและมีสติ)

ทางที่ดีน่าจะเลี่ยงๆไปดีกว่านะครับ ศีลที่บริบูรณ์ ย่อมเป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์(มรรค ๘) อยู่แล้วครับและยังเป็นเบื้องต้นแห่งความไม่เดือดร้อนใจ ย่อมทำปราโมทย์ ปิติ ปัสสัทธิ สุข สมาธิ ...ไปจนถึงมีวิมุตติญาณทัสสนะ เป็นอานิสงส์ที่มุ่งหมายได้เชียวนะครับ

0

กระทู้

3

เพื่อน

160

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
3
สตางค์
103
ความดี
28
ชื่อเสียง
5
ล่าสุด
24-2-2013
โพสต์เมื่อ 8-1-2013 13:59:10 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย DaNa เมื่อ 8-1-2013 14:00

ขอโอกาสถามค่ะ คือว่าตอนนี้ดิฉันกำลังพยายาม ทำจิตใจเย็น หมายถึง พยายามฟังทุกเรื่องที่เราได้ยินมา ได้ให้เกิดอาการ
หรือแสดงอาการไม่พอใจหรือพอใจ และจะไม่เถียง ไม่ย้อนคำ ใครให้ทำอะไร จะไม่ปฎิเสธก่อน สุดท้ายก็ต้องทำ ที่พูดมาทั้งหมด ส่วนตัวนิสัยของดิฉัน ถ้าคนที่เข้าใจผิด ดิฉันก็ต้องไปอธิบายให้เค้าฟังใหม่ว่า ไม่ใช่แบบนี้นะ เค้าเข้าใจผิด
คุณคมสันคิดว่า ดิฉันต้องแก้ตัวทุกครั้ง ที่เวลาเราพูดอะไรไป แล้วเข้าใจผิดไปอีกอย่าง ่ต้องแก้ตัวทุกครั้งเลยหรือเปล่าค่ะ
บางครั้ง ดิฉันก็ว่าจะปล่อย ๆ ไป แต่มันติดอยู่ในใจตลอด ไม่ว่าเรื่องมันจะผ่านมาเป็นปีปีแล้วก็ตาม

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5936
ความดี
3587
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-5-2020
โพสต์เมื่อ 9-1-2013 22:22:23 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 9-1-2013 22:23
DaNa ตอบกลับเมื่อ 8-1-2013 13:59
ขอโอกาสถามค่ะ คือว่าตอนนี้ดิฉันกำลังพยายาม ทำจิตใจเ ...


ขอโอกาสครับ
พระศาสดาทรงตรัสว่า
จิตของผู้ใดเปรียบด้วยภูเขาหิน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหว
ไม่กำหนัดไปตามอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความกำหนัด
ไม่ขัดเคืองในอารมณ์เป็นที่ตั้งแห่งความขัดเคือง
จิตของผู้ใดอบรมแล้วอย่างนี้
ทุกข์จะถึงผู้นั้นแต่ไหน


สิ่งทั้งหลายทั้งปวงมีผัสสะเป็นสมุทัย มีผัสสะเป็นเหตุเกิด เป็นเครื่องก่อให้เกิด
ผัสสะหรือสัมผัส ถึงความประชุมด้วยองค์ ๓ อันประกอบด้วย
จักษุด้วย รูปด้วย จึงมี จักษุวิญญาณ (ธาตุที่เข้าไปรู้แจ้งทางตา)
โสตะด้วย เสียงด้วย จึงมี โสตวิญญาณ (ธาตุที่เข้าไปรู้แจ้งทางหู) เป็นต้น

บุคคลใดอยู่โดยปราศจาก “ สติ “ อันเข้าไปตั้งไว้ในกาย (กายคตาสติ)
ครั้นเห็นรูปด้วยตา(เป็นต้น) อันมีลักษณะเป็นที่ตั้งแห่งความชัง ย่อมขัดเคืองในรูปนั้น
เมื่อประกอบด้วยความยินร้ายอยู่เช่นนี้แล้ว ย่อมเสวยซึ่งทุกขเวทนา
วิตกอยู่ซึ่งเวทนานั้น เมาหมกซึ่งทุกขเวทนานั้น
ปฏิฆานุสัย อันใด อันเกิดจากทุกขเวทนา
ปฏิฆานุสัยอันนั้น ก็ย่อมนอนตามซึ่งบุคคลนั้นผู้มีปฏิฆะด้วยทุกขเวทนา
ความเพลินใดเป็นไปในทุกขเวทนานั้น
ความเพลินนั้นคืออุปาทาน
เพราะมีอุปาทานของเขานั้นเป็นปัจจัย จึงมีภพ
ด้วยเหตุนี้นั่นเอง สัตว์โลกจึงติดข้องอยู่ในภพ ถูกภพบังหน้า
มีภพโดยความเป็นอย่างอื่น
จึงเพลิดเพลินยิ่งนักในภพนั้น พระศาสดาทรงตรัสว่า
เขาเพลิดเพลินในสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นภัย
เขากลัวต่อสิ่งใด สิ่งนั้นเป็นทุกข์
พรหมจรรย์ที่ถือปฏิบัติอยู่ก็เป็นไปเพื่อการละขาดซึ่งภพ

ดังนั้นเมื่ออารมณ์ใดที่เป็นอกุศล บังเกิดขึ้นแก่จิตแล้วนั้น
พระองค์จึงทรงตรัสให้ละทิ้งเสียซึ่งความเพลินนั้น
เพราะภพแม้ชั่วกาลลัดนิ้วมือ ก็เป็นสิ่งที่น่ารังเกียจดุจมูตรคูถ ไม่มีประโยชน์ใดจะกล่าวถึงได้

การปรากฏแห่งวิญญาณใดๆ(ทาง ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ) คือการปรากฏแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้น
เพราะเมื่อคิดถึงสิ่งใดอยู่ ดำริถึงสิ่งใด และมีใจฝังลงไปในสิ่งใด สิ่งนั้นย่อมเป็เนอารมณืเพื่อการตั้งอยู่แห่งวิญญาณ เมื่อวิญญาณมีการตั้งขึ้นเฉพาะแล้ว การก้าวลงสู่ภพ (อารมณ์ใดๆ) ย่อมมี ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นต้องเป็นผู้มีสติและปัญญาในการเข้าไปเห็นการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ และ ดับไป แห่งกองทุกข์นั้น บุคคลใดละภพแห่งจิตได้ไวดุจการกระพริบตาของคน พระศาสดาทรงสรรเสริญว่า เป็นผู้มีอินทรีย์ภาวนาชั้นเลิศ สิ่งนี้เป็นอินทรีย์ ๕ เป็นพละ ๕ คือ ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ ปัญญา ของผู้นั้นๆ ที่จะพึงมีได้ ด้วย กาย วาจา ใจ ของเขานั้นเป็นปัจจัยที่กระทำในเหตุนั้นๆ เป็นอนุสัย(ความเคยชิน)

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5936
ความดี
3587
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-5-2020
โพสต์เมื่อ 9-1-2013 22:24:24 |ดูโพสต์ทั้งหมด
DaNa ตอบกลับเมื่อ 8-1-2013 13:59
ขอโอกาสถามค่ะ คือว่าตอนนี้ดิฉันกำลังพยายาม ทำจิตใจเ ...


คำถาม
สุดท้ายก็ต้องทำที่พูดมาทั้งหมด

เมื่อผัสสะใดนั้นเกิดขึ้น เพราะเหตุแห่งการที่เขานั้นขาดสติในการสำรวมอินทรีย์ทั้งหลายนั้นเป็นปัจจัย ผู้ไม่มีสติและสัมปชัญญะย่อมเป็นผู้ไม่ได้กระทำในใจโดยแยบคาย(ถึงเหตุแห่งการเกิดขึ้น ถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ ถึงคุณ โทษและอุบายเครื่องนำออก) ผลของความเป็นผู้ไม่มีสติย่อมเป็นเหตุให้ไม่สำรวมอินทรีย์ทั้งหลายอยู่ ทุจริตแม้ทั้ง ๓ กล่าวคือ กายทุจริต วาจาทุจริต มโนทุจริต ของเขานั้นย่อมถึงความบริบูรณ์ เขาย่อมเจตนากระทำกรรมใดๆอันเป็นไปด้วยโลภะ โทสะ โมหะ เป็นเหตุ เป็นปัจจัย กรรมใดนั้นที่เขากระทำ ย่อมให้ผลแก่ขันธ์ทั้งหลายอันเป็นที่บังเกิดแก่อัตภาพของเขานั้น กรรมนั้นให้ผลในอัตภาพใด เขาย่อมเสวยวิบากแห่งกรรมนั้นในอัตภาพนั้น ไม่ว่าจะเป็นในทิฏฐธรรม(ทันควัน) หรือในอุปปัชชะ(ในเวลาต่อมา) หรือ อปรปริยายะ(ในเวลาต่อมาอีก) ทั้งหมดนี้เพราะเหตุเกิดแห่งผัสสะเท่านั้นเป็นปัจจัยในการเกิดแห่งกรรมนี้ ความดับแห่งกรรม จึงมีเพราะความดับแห่งผัสสะ หนทางแห่งการดับกรรมก็คื เจริญ อริยมรรคมีองค์ ๘ นั่นเองครับ (เจริญอานาปานสติ พระองค์ตรัสว่า มรรค ๘ ย่อมถึงความบริบูรณ์)

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5936
ความดี
3587
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-5-2020
โพสต์เมื่อ 9-1-2013 22:25:30 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 9-1-2013 22:26
DaNa ตอบกลับเมื่อ 8-1-2013 13:59
ขอโอกาสถามค่ะ คือว่าตอนนี้ดิฉันกำลังพยายาม ทำจิตใจเ ...

คำถาม
ดิฉันต้องแก้ตัวทุกครั้งเลยหรือไม่
พระศาสดาทรงตรัสว่า
หากมีใครกล่าวติเตียนพระองค์ พระธรรม และสงฆ์สาวกของพระองค์
พระองค์ทรงตรัสว่าไม่ควรไปอาฆาต เศร้าโศกเสียใจและแค้นเคืองเพราะเหตุแห่งการติเตียนนั้น
แต่ให้เป็นผู้พึงแก้เห็นต่างว่า ข้อนี้ไม่เป็นจริงเพราะอย่างนี้ ไม่ถูกต้องเพราะอย่างนั้น
สิ่งนี้ไม่มีในเรา สิ่งนี้หาไม่ได้ในเรา ดังนี้  

ดังนั้นความเข้าใจผิดกัน หากคุณ DaNa ประสงค์อยากจะอธิบายให้เขาได้ฟังก็เป็นสิ่งที่กระทำได้
หากไม่ได้เป็นการกระทำเพื่อบิดเบือนไปจากความจริงนั้น
เพราะ การกล่าวสิ่งที่เป็นเรื่องจริง ประกอบด้วยประโยชน์ และอาจจะเป็นที่ชอบใจหรือไม่ชอบใจแก่ผู้ฟังนั้น
เราผู้พูดควรเลือกกาล(เวลาที่จะพูด) นั้นด้วยนะครับ

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5936
ความดี
3587
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
16-5-2020
โพสต์เมื่อ 9-1-2013 22:27:03 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 10-1-2013 22:08
DaNa ตอบกลับเมื่อ 8-1-2013 13:59
ขอโอกาสถามค่ะ คือว่าตอนนี้ดิฉันกำลังพยายาม ทำจิตใจเ ...

คำถาม
ปล่อยครั้งดิฉันก็ปล่อยๆไปแต่มันติดในใจตลอด


พระองค์ทรงตรัสว่า

บุคคลไม่ควรคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว
ไม่ควรมุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง
สิ่งใดล่วงไปแล้ว สิ่งนั้นก็เป็นอันละไปแล้ว
สิ่งที่ยังไม่มาถึง ก็เป็นอันยังไม่มาถึง

พระองค์ทรงให้เรามีเพียรเห็นแจ้งในธรรมปัจจุบัน ว่า....
สิ่งทั้งหลายทั้งปวง อันใคร ๆไม่ควรยึดมั่นถือมั่น
เพราะอุปาทานในสิ่งทั้งหลายนั้นคือกองทุกข์ทั้งสิ้น

ดังนั้นสิ่งที่ต้องละจึงต้องมีลำดับขั้น พระองค์ให้เรานั้นหลีกออกจากอกุศลธรรมใดๆก่อน
ให้มีสติตั้งไว้ซึ่งกายคตาสติ นำจิตกลับเข้ามาสู่ภพแห่งตนอันเป็นอารมณ์การภาวนา
มารนั้นคืออกุศลธรรรมใดๆย่อมกระทำอันตรายไม่ได้ เป็นที่หลบภัยแห่สัตว์ผู้กลัวอยู่

เมื่อจิตไม่มีอกุศลธรรมทั้งหลายใดๆแล้ว ย่อมอยู่สงัดด้วยอกุศล(วิเวก) จิตย่อมปราโมทย์ เกิดปิติ กายและจิตเขานั้นยอ่มถึงความสงบรำงับ สุขย่อมเป็นผลเกิดตามมา ผู้มีสุข จิตย่อมตั้งมั่น เมื่อจิตตั้งมั่น ย่อมรู้เห็นได้ตามความที่เป็นจริงซึ่งอริยสัจ ๔ ให้เป็นผู้พิจารณาเห็นเวียนรอบซ้ำไปอยู่อย่างนี้ จิตย่อมเบื่อหน่าย คลายกำหนัด ดับไม่เหลือ และน้อมไปเพื่อการสลัดคืนซึ่งธรรมชาตินั้น ไม่หวนกลับมาสู่ความเป็นเช่นนี้อีก พึงกล่าวว่า จิตหลุดพ้นด้วยดี ในปฐมฌานแก่ผู้มีจิตสงัดแล้วจากอกุศลธรรมนั้น

ขอทิ้งท้ายด้วยพุทธวจน ว่า...

"แม้จะมีใครมาด่าว่า ถากถาง กระทบกระเทียบ เสียดสี
ตถาคตก็ไม่มีความโกรธแค้น ขุ่นเคือง เดือดร้อนใจ
เพราะเหตุนั้นแต่ประการใด...
ตถาคตย่อมมีความคิดอย่างนี้ว่า
ก่อนหน้านี้เรามีความรู้สึกตัวทั่วถึงอย่างไร บัดนี้เราก็ต้องทำความรู้สึกตัวทั่วถึงอย่างนั้น"


0

กระทู้

3

เพื่อน

160

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
3
สตางค์
103
ความดี
28
ชื่อเสียง
5
ล่าสุด
24-2-2013
โพสต์เมื่อ 10-1-2013 17:24:24 |ดูโพสต์ทั้งหมด
คมสัน ตอบกลับเมื่อ 9-1-2013 22:27
คำถาม
ปล่อยครั้งดิฉันก็ปล่อยๆไปแต่มันติดในใจตลอด

จะพยายามปฎิบัติตามทุกขั้นตอนเลยค่ะ ขอบคุณค่ะ
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 26-5-2020 04:27 , Processed in 0.097769 second(s), 19 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน