กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 1527|ตอบกลับ: 7

ไม่ทราบว่าเป็นคำถามที่น่าถามไม้คะ

[คัดลอกลิงก์]

12

กระทู้

2

เพื่อน

769

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
2
สตางค์
622
ความดี
70
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
25-11-2017
โพสต์เมื่อ 29-11-2012 08:01:31 |ดูโพสต์ทั้งหมด
  คืออย่างนี้คะ ที่ทำงานพึ่งย้ายสถานที่ใหม่คะ (ราขการ) ไม่มีสองแถววิ่งผ่าน ไม่มีรถเมล์ผ่าน มีแต่มอเตอร์ไชรับจ้างต้องเรียกเข้ามา เวลาดิฉันจะกลับบ้านที่รอขนน้องๆ(เป็นลูกจ้างที่ไม่มีรถ) แผนกเดียวกัน กลับบ้านไปในที่ทางผ่าน  วันหนึ้งน้องคนนี้แกก็ไปเรียกลุงคนหนึ่งเป็นคนขับรถส่งหนังสือ(อยู่กันคนละแผนก)มาขึ้นรถ  ดิฉันไม่ได้คิดอะไรหรอกคะเราศึกษาธรรมะช่วยใครได้ก็ช่วยแต่บังเอิญลุงคนนี้แกสูบบุหรี่  ตอนขึ้นรถแกไม่ได้สูบหรอกคะแต่ลุงแกสูบก่อนขึ้นรถกลิ่นมันก็ตลบอบอวลในรถที่เปิดแอร์  ดิฉันก็รู้สึกอึดอัดไม่รู้จะทำอย่างไร กลับบ้านบ่นให้สามีฟัง  สามีก็บอกว่านำพาคนไม่รู้จักขึ้นรถนอกจากจะนำพาภัยให้ตนเองแล้ว ยังจะพาโรคมาสู่ตนเองอีกต้องหัดรู้จักหลบบ้านกลับบ้านให้เย็นไม่ต้องตรงเวลารึไม่ก็กลับก่อน    ตัวดิฉันไม่กลัวเรื่องภัยร้ายหรอกคะเพราะเป็นคนในที่ทำงานแม้จะเป็นลูกจ้างก็เถอะ   แต่ดิฉันกลัวเรื่องสุขภาพ ในเรื่องนี้มีพระสูตรตรัสไว้อย่างไรไม้คะ  หรือไม่ก็ช่วยแนะนำที่คะว่าเราควรคิดหรือทำอย่างไรดี  (ถ้าเป็นคำถามที่ไม่เหมาะสมในเวปนี้ก็ขออภัยด้วยไม่ต้องตอบก็ได้คะ)ขอบพระคุณอย่างสูง

32

กระทู้

2

เพื่อน

3140

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2363
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
3-1-2020
โพสต์เมื่อ 29-11-2012 13:53:28 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย nutc เมื่อ 29-11-2012 14:52

              ขอโอกาสนะครับ
             ขอแสดงความคิดเห็นว่าการกระทำใดก็ตามถ้าเป็นการละนิวรณ์ห้า ก็คารทำ
             ถ้าเป็นการทำให้นิวรณ์ห้าเจริญ ก็ไม่ควรกระทำ ลองนั่งสมาธิแล้วทบทวนน่าจะพบความกระจ่างได้และคิดว่าแต่ละคนก็มีความคิด/การกระทำไม่เหมือนกัน ถ้าเป็นพระสูตรคงต้องรอคุณคมสันคิดว่าคืนนี้คงเข้ามาตอบให้
            
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

6

กระทู้

0

เพื่อน

178

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
81
ความดี
50
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-12-2012
โพสต์เมื่อ 4-12-2012 20:28:38 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขณะที่เราคิด เราจะคิดเพลิน(นันทิ) เพราะอนุสัย(ความเคยชิน) อาศัยสัญญาเดิม คือ ห่วงเรื่องสุขภาพเสีย และมีแนวโน้ม เกิดความไม่พอใจสูง อาการของความไม่พอใจนั่นแหละ คือ พยาบาท อันเป็นหนึ่งใน นิวรณ์ 5 เมื่อเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น แนะนำว่า

1. ละความคิดนั้นเสีย(ละนันทิ) เพราะมันเป็นความคิดพยาบาท(ไม่พอใจ) จากนั้นให้มีสติรู้ตัว ว่า ความคิดที่เราคิดไปนั้น มันเป็นความคิดพยาบาท(อกุศล) เราจะไม่คิดอีก หรือ ถ้าหลงไปคิดอีก ก็ให้เรามีสติรู้ตัว พิจารณา เห็นโทษของพยาบาทซ้ำๆ ทุกครั้งที่หลุดออกไปคิดแบบนั้น ที่ผมแนะนำเช่นนี้ เพราะอยากให้ผู้รู้(ตัวเรา)พิจารณาเห็นโทษของอกุศลจิต ว่าถ้ามันเกิดขึ้นแล้วไม่ดีน่ะ หากเราคิดเลยเถิดตามอารมณ์แห่งพยาบาทนั้นไป จิตของเรามีแต่จะเศร้าหมอง คือ ได้รับโทษแต่ฝ่ายเดียว เผลอๆบางทีอาจคิดไม่ดี หรือพูดเสียดแทง ออกไปโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้ ผมคิดว่าวิธีนี้เหมาะกับผู้ที่ยังไม่แข็งแรง ในเรื่องของอานาปานสติ คือ ยังไม่สามารถละนันทิ ได้เร็ว ณ ขณะที่ความคิดอกุศลนั้นเกิดขึ้น เพราะถ้าอานาปานสติแข็งแรง คำถามนี้คงจะไม่เกิดขึ้นอย่างแน่นอน

เมื่อมีสติรู้ว่า เราตกอยู่ในพะวงแห่งความคิดอันเป็นอกุศลต่อเขาผู้นั้น ก็ให้พิจารณาเห็นโทษของพยาบาท เช่น หากเราขาดสติ อาจเผลอพูดวาจาไม่ดีก็ได้ สมมติ ว่า เราคิดเพลินไปในอกุศล พอคิดไปนานๆ เรื่อยๆ บ่อยๆ ทุกวัน เราอาจจะเก็บสะสม จิตที่เป็นอกุศลนั้นโดยที่ไม่รู้ตัว ถ้าเราเผลอพูดอะไรที่เป็นความไม่พอใจ(พยาบาท) ออกไปหล่ะ อะไรมันจะเกิดขึ้น ผลเสีย หรือ ผลดี ถ้าถามว่าเขามีส่วนผิดไหม ก็มี แต่ที่สำคัญกว่าคือ เราต้องมีสติรู้ตัวเรา อย่าให้ตัวเองเกิดอารมณ์นั้นได้ เพราะ้ถ้าเราห้ามตัวเองได้อย่างนี้(ห้ามคิดด้วยน่ะ) เราก็ชื่อว่า เป็นผู้ชนะตน คือ ชนะ ความไม่พอใจ(พยาบาท) อันเกิดขึ้นภายในตนแล้ว

เขา สร้างเหตุมา       = เชื้อไฟเดิม (ไฟหนึ่งกอง)
เรา ไม่สร้างเหตุตอบ  = เชื้อไฟใหม่ (ไฟหนึ่งกอง)

เชื้อไฟเดิม+เชื้อไฟใหม่ = ได้ไฟกองใหญ่กว่าเดิม ลุกโชนกว่าเดิม
สมการนี้จะไม่เป็นจริงก็ต่อเมื่อ เขาผู้นั้น เป็นคนดี เมื่อเราแสดงอากัปกริยาไม่ดีให้เขาเห็น เขาจะไม่โต้ตอบเรา แต่จะขอโทษขออภัยจากเราแทน

นึกถึงพุทธภาษิตที่่ว่า เวรย่อมระงับด้วยการไม่จองเวร

2. หลีกเลี่ยง ถ้าหลีกเลี่ยงไม่ได้ ให้ใช้วิธีแรกครับ เพราะวิธีแรกอย่างน้อยก็ทำให้เราไม่คิดอกุศล ละความคิดพยาบาทได้ครับ

สิ่งสำคัญในการฟังธรรม หรือ พุทธวจนะ คือ การนำสิ่งที่ได้ฟังมานั้น มาใคร่ครวญ จับประเด็นหลักๆ  ในพระสูตร ว่าท่านเน้นสอนให้เราทำอะไร แล้วนำสิ่งที่เราเข้าใจและจับประเด็นได้นั้น มาประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน เหมือนกับการทำโจทย์คณิตศาสตร์ ถ้าเราไม่เข้าใจสูตร เราก็ไม่สามารถตอบโจทย์ได้ อุทาหรณ์นี้ฉันใด การฟังธรรมก็ฉันนั้น

48

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5942
ความดี
3591
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
28-5-2020
โพสต์เมื่อ 4-12-2012 21:02:02 |ดูโพสต์ทั้งหมด
บุคคลบางคนในโลกนี้ ไม่เป็นผู้ทำตนให้เดือดร้อน
ไม่เป็นผู้ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำตนให้เดือดร้อนด้วย
เป็นผู้ไม่ทำผู้อื่นให้เดือดร้อน
ไม่เป็นผู้ขวนขวายในการประกอบเหตุเป็นเครื่องทำให้ผู้อื่นเดือดร้อนด้วย

เขาไม่ทำตนให้เดือดร้อน ไม่ทำให้ผู้อื่นเดือดร้อน
เป็นผู้หายหิวดับสนิทเยือกเย็น เสวยความสุข
มีตนเป็นเหมือนพรหมอยู่ในปัจจุบัน

6

กระทู้

0

เพื่อน

178

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
81
ความดี
50
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-12-2012
โพสต์เมื่อ 4-12-2012 21:28:25 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย zero-one เมื่อ 4-12-2012 21:32

[๒๕๘] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อภิกษุนั้นมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น อัน
ประกอบด้วยกุศลอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้างยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ทีเดียว ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นว่า วิตก
เหล่านี้ล้วนแต่เป็นอกุศล แม้อย่างนี้ วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นโทษ แม้อย่างนี้ วิตกเหล่านี้ล้วน
แต่มีทุกข์เป็นวิบาก แม้อย่างนี้ ดังนี้ เมื่อเธอพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่ วิตกอันเป็นบาป
อกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้ง
อยู่ไม่ได้ เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้ จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอก
ผุดขึ้น ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล
ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนหญิงสาวหรือชายหนุ่มที่ชอบแต่งตัว
รู้สึกอึดอัด ระอา เกลียดชังต่อซากงู ซากสุนัข หรือซากมนุษย์ ซึ่งผูกติดอยู่ที่คอ [ของตน]
แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น หากเมื่อเธอมนสิการนิมิตอื่นจากนิมิตนั้น อันประกอบด้วยกุศลอยู่
วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ดูกร
ภิกษุทั้งหลาย ภิกษุนั้นควรพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นว่า วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นอกุศล แม้
อย่างนี้ วิตกเหล่านี้ล้วนแต่เป็นโทษ แม้อย่างนี้ วิตกเหล่านี้ล้วนแต่มีทุกข์เป็นวิบาก แม้อย่างนี้
ดังนี้ เมื่อเธอพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง
โทสะบ้าง โมหะบ้าง อันเธอย่อมละเสียได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะละวิตกอันเป็น
บาปอกุศลเหล่านั้นได้ จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ในภายใน
นั้นแล
    [๒๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย หากว่า เมื่อภิกษุนั้นพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่ วิตก
อันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะบ้าง ยังเกิดขึ้นเรื่อยๆ ดูกรภิกษุ
ทั้งหลาย ภิกษุนั้นพึงถึงความไม่นึก ไม่ใส่ใจวิตกเหล่านั้น เมื่อเธอถึงความไม่นึก ไม่ใส่ใจวิตก
เหล่านั้นอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง โทสะบ้าง โมหะ อันเธอย่อมละเสีย
ได้ ย่อมถึงความตั้งอยู่ไม่ได้ เพราะละวิตกอันเป็นบาปอกุศลเหล่านั้นได้ จิตย่อมตั้งอยู่ด้วยดี สงบ
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่น ในภายในนั้นแล ดูกรภิกษุทั้งหลาย เหมือนบุรุษผู้มีจักษุ ไม่ต้องการ
จะเห็นรูปที่ผ่านมา เขาพึงหลับตาเสีย หรือเหลียวไปทางอื่นเสีย แม้ฉันใด ภิกษุก็ฉันนั้น หาก
เมื่อเธอพิจารณาโทษของวิตกเหล่านั้นอยู่ วิตกอันเป็นบาปอกุศล ประกอบด้วยฉันทะบ้าง ฯลฯ
เป็นธรรมเอกผุดขึ้น ตั้งมั่นในภายในนั้นแล.

แสดงความคิดเห็น

อุษณีย์  ไพเราะมากคะ  โพสต์เมื่อ 5-12-2012 07:59

6

กระทู้

0

เพื่อน

178

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
81
ความดี
50
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-12-2012
โพสต์เมื่อ 4-12-2012 22:22:42 |ดูโพสต์ทั้งหมด
[๖๓๓] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า
ผู้ไม่โกรธ ฝึกฝนตนแล้ว มีความเป็นอยู่สม่ำเสมอ หลุดพ้นแล้ว
เพราะรู้ชอบ สงบ คงที่อยู่ ความโกรธจักมีมาแต่ที่ไหน ผู้ใดโกรธ
ตอบบุคคลผู้โกรธแล้ว ผู้นั้นเป็นผู้ลามกกว่าบุคคลนั้นแหละ
เพราะการ
โกรธตอบนั้น บุคคลไม่โกรธตอบ บุคคลผู้โกรธแล้ว ชื่อว่าย่อมชนะ
สงครามอันบุคคลชนะได้โดยยาก ผู้ใดรู้ว่าผู้อื่นโกรธแล้ว เป็นผู้มีสติ
สงบเสียได้ ผู้นั้นชื่อว่าย่อมประพฤติประโยชน์แก่ทั้งสองฝ่าย คือแก่ตน
และแก่บุคคลอื่น
เมื่อผู้นั้นรักษาประโยชน์อยู่ทั้งสองฝ่าย คือของตน
และของบุคคลอื่น ชนทั้งหลายผู้ไม่ฉลาดในธรรมย่อมสำคัญบุคคลนั้นว่า
เป็นคนเขลาดังนี้ ฯ

แสดงความคิดเห็น

คมสัน  ไพเราะมากครับ สาธุ...  โพสต์เมื่อ 4-12-2012 22:27

12

กระทู้

2

เพื่อน

769

เครดิต

สมาชิกระดับ 4

Rank: 4

บล็อก
2
สตางค์
622
ความดี
70
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
25-11-2017
โพสต์เมื่อ 5-12-2012 07:56:54 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ขอบพระคุณคะ  จริงๆแล้วฟังพระอาจารย์อยู่เรื่อยๆเรื่องการละนันทิ แต่เวลาประสบเหตุการณ์ที่ไม่ชอบใจกลับทำได้ยากและหลงไปทั้งวัน  ดิฉันไม่ทราบเลยว่าความคิดเช่นนั้นเป็นการพยาบาท  แต่พอจะทราบว่าเป็นวิตก  ซึ่งความวิตกนี่เกิดในชีวิตประจำตลอดเวลา  เรื่องงานเรื่องบ้านเรื่องของลูกเรื่องสุขภาพ  ขอบพระคุณที่เอาพระสูตรมาชี้แนะ ดิฉันจะพยายามให้ยิ่งขึ้นไปกว่านี้อนุโมทนาสาธุ  ต้องมีคนมาเคาะกะโหลกอยู่เรื่อยๆ  ขอบพระคุณมากๆคะ

6

กระทู้

0

เพื่อน

178

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
81
ความดี
50
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-12-2012
โพสต์เมื่อ 5-12-2012 08:42:37 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย zero-one เมื่อ 5-12-2012 09:01
อุษณีย์ ตอบกลับเมื่อ 5-12-2012 07:56
ขอบพระคุณคะ  จริงๆแล้วฟังพระอาจารย์อยู่เรื่อยๆเรื่อ ...

ขออภัยด้วยครับ ลืมแยกศัพท์ ที่ผมพูดว่า ความไม่พอใจ คือ พยาบาท มีนัยให้ทราบดังนี้

ความไม่พอใจ ไม่ชอบใจ คือ จุดเริ่มต้น แห่งอกุศล (จิตจะผูกพันธ์อยู่กับผู้นั้น อันเป็นเหตุให้เกิดภพ)
เมื่อความไม่พอใจ ถูกสะสมไว้นานๆ อาจนำไปสู่ความพยาบาท หรือ การคิดประทุษร้ายผู้อื่นได้(นำไปสู่นิวรณ์ห้า) หากขาดสติ ไม่รู้ตัว

ผมจึงพูดรวม ว่า ความไม่พอใจ คือ พยาบาท ถ้าจะบอกว่าผมพูดผิด ก็ถูก เพราะไม่แจกแจงให้ละเอียดก่อนพิมพ์

[๑๒๕] ภิกษุนั้นประกอบด้วยศีลขันธ์ อินทรียสังวร สติสัมปชัญญะและสันโดษอัน
เป็นอริยะเช่นนี้แล้ว ย่อมเสพเสนาสนะ อันสงัด คือ ป่า โคนไม้ ภูเขา ซอกเขา ถ้ำ
ป่าช้า ป่าชัฏ ที่แจ้ง ลอมฟาง ในกาลภายหลังภัต เธอกลับจากบิณฑบาตแล้ว นั่งคู้บัลลังก์
ตั้งกายตรง ดำรงสติเฉพาะหน้า
เธอละความเพ่งเล็งในโลก มีใจปราศจากความเพ่งเล็งอยู่
ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความเพ่งเล็งได้
ละความประทุษร้ายคือพยาบาท ไม่คิดพยาบาท
มีความกรุณาหวังประโยชน์แก่สัตว์ทั้งปวงอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากความประทุษร้ายคือ
พยาบาทได้ ละถีนมิทธะแล้ว เป็นผู้ปราศจากถีนมิทธะ มีความกำหนดหมายอยู่ที่แสงสว่าง
มีสติสัมปชัญญะอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากถีนมิทธะได้ละอุทธัจจะกุกกุจจะแล้ว เป็นผู้ไม่
ฟุ้งซ่าน มีจิตสงบ ณ ภายในอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จากอุทธัจจะกุกกุจจะได้ ละวิจิกิจฉาแล้ว
เป็นผู้ข้ามวิจิกิจฉา ไม่มีความคลางแคลงในกุศลธรรมทั้งหลายอยู่ ย่อมชำระจิตให้บริสุทธิ์จาก
วิจิกิจฉาได้.


**** เมื่อมีเหตุ ไม่พอใจ จิตของเราจะเพ่งเล็งไปที่จุดนั้น ถ้าเพ่งเล็งไม่หยุด(คิดเพลิน) การคิดพยาบาทจะตามมา  
ถ้ารู้เหตุดังนี้แล้ว ก็ปฏิบัติให้สม่ำเสมอนะครับ แรกๆอาจจะยากหน่อย แต่พอนานๆไป มันจะAuto เอง(ติดเป็นอนุสัยเอง)
ผมเองก็ปฏิบัติอย่างนี้เหมือนกันครับ จึงเอาประสบการณ์กับตัว มาแบ่งปัน และก็ยังปฏิบัติอยู่ สิ่งที่เห็นได้คือ เรารู้ทันความโกรธที่กำลังจะเกิดขึ้น มีสติมากขึ้น ความโกรธลดลง อย่างไม่น่าเชื่อ หวังว่าสักวันจะรู้สึกและเป็นเหมือนกันครับ


ลำดับนั้น พระผู้มีพระภาคทรงทราบเนื้อความนั้นแล้ว จึงทรงเปล่งอุทานนี้ในเวลานั้น
ว่าดังนี้:-
                     พุทธอุทานคาถา
            ความสงัดเป็นสุขของบุคคลผู้สันโดษ มีธรรม
            ปรากฏแล้ว เห็นอยู่ ความไม่พยาบาท คือ
ความ
            สำรวมในสัตว์ทั้งหลาย เป็นสุขในโลก
ความ
            ปราศจากกำหนัด คือความล่วงกามทั้งหลาย
            เสียได้ เป็นสุขในโลก การกำจัดอัสมิมานะ
            เสียได้นั่นแล เป็นสุขอย่างยิ่ง.
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 2-6-2020 09:13 , Processed in 0.168918 second(s), 19 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน