กรุณาเลือก แสดงผลรูปแบบโทรศัพท์มือถือ | แสดงผลรูปแบบคอมพิวเตอร์

สุขาปฏิปทา

 ลืมรหัสผ่าน
 สมัครสมาชิก
ดู: 2016|ตอบกลับ: 9

สัมมาทิฐิ

[คัดลอกลิงก์]

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 19-11-2012 19:12:46 |ดูโพสต์ทั้งหมด
             รบกวนท่านผู้แคล่วคล่องในหลักพุทธจน ผมใคร่ขอพระสูตรที่มีทั้งหมด(เท่าที่มีตรัสไว้)เกี่ยวกับ เรื่องสัมมาทิฐิ ความเห็นชอบ ความเข้าใจชอบ ทั้งหมดครับ ผู้ใดทราบช่วยนำมาเผยแผ่ด้วยครับผม ขอบพระคุณอย่างสูง
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

19

กระทู้

27

เพื่อน

1หมื่น

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
5803
ความดี
3510
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
14-9-2019
โพสต์เมื่อ 19-11-2012 22:31:03 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 19-11-2012 22:34

สัมมาทิฏฐิ พระองค์ทรงตรัสไว้มีประการเป็นอันมาก เป็นเบื้องต้นแห่งพรหมจรรย์
ท่านสามารถเข้าไปหาอ่านเองได้ในแต่ละพระสูตร จะเป็นการดี
โดยใช้คำว่า " สัมมาทิฏฐิ " เป็นคำหลักในการค้นหา จะพบว่ามีเป็นประการมาก


ครั้งหนึ่งที่เชตวัน ท่านพระกัจจานโคตต์ ได้เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าถึงที่ประทับ
แล้วทูลถามว่า "ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ! ที่กล่าวๆกันว่า สัมมาทิฏฐิ-สัมมาทิฏฐิ ดังนี้

สัมมาทิฏฐิ ย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่าไรหนอ พระเจ้าข้า?"

        ดูก่อนกัจจานะ! สัตว์โลกนี้ อาศัยแล้วซึ่ง ส่วนสุดทั้งสอง โดยมาก คือ
ส่วนสุดว่า อัตถิตา (ความมี) และส่วนสุดว่า นัตถิตา (ความไม่มี)

        ดูก่อนกัจจนะ! ส่วนสุดว่า นัตถิตา ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เห็นอยู่ด้วยปัญญา
อันชอบตามที่เป็นจริง ซึ่งธรรมอันเป็นเหตุให้เกิดขึ้นแห่งโลก

        ดูก่อนกัจจานะ! ส่วนสุดว่า อัตถิตา ย่อมไม่มีแก่บุคคลผู้เห็นอยู่ด้วยปัญญา
อันชอบตามที่เป็นจริง ซึ่งธรรมคือความดับไม่เหลือแห่งโลก

        ดูก่อนกัจจานะ! สัตว์โลกนี้โดยมาก ถูกผูกพันแล้วด้วยตัณหา
ด้วยอุปาทานด้วยทิฏฐิ (อุปายุปาทานาภินิเวสวินิพนฺโธ) แต่อริยสาวกนี้
ไม่เข้าถึง ไม่ถือเอา ไม่ถึงทับ ซึ่งตัณหาและอุปาทาน อันเป็นเครื่องถึงทับแห่งใจ อันเป็นอนุสัยแห่งทิฏฐิว่า
"อัตตาของเรา" ดังนี้ ย่อมไม่สงสัย ย่อมไม่ลังเล ในข้อที่ว่า
"เมื่อจะเกิด ทุกข์เท่านั้น ย่อมเกิดขึ้น เมื่อจะดับ ทุกข์เท่านั้น ย่อมดับ" ดังนี้
ญาณในข้อนี้ ย่อมมีแก่อริยสาวกนั้น โดยไม่ต้องเชื่อตามผู้อื่น
ดูก่อนกัจจานะ! สัมมาทิฏฐิ ย่อมมีได้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 20-11-2012 06:00:58 |ดูโพสต์ทั้งหมด
ก็สัมมาทิฏฐิเป็นไฉน ความรู้ในทุกข์ ความรู้ในทุกขสมุทัย ความรู้ใน  ทุกขนิโรธ
ความรู้ในทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา อันนี้เรียกว่า สัมมาทิฏฐิ ฯ

  ธรรม ๒ ประการ คือความได้สดับแต่บุคคลอื่น ๑ ความทำในใจโดยแยบคาย ๑
เป็นปัจจัยเพื่อความเกิดขึ้นแห่งสัมมาทิฏฐิ ธรรม ๒ ประการนี้แล เป็นปัจจัยเมื่อความเกิดขึ้นแห่ง
สัมมาทิฏฐิ.  พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๔ มัชฌิมนิกาย มูลปัณณาสก์ หน้าที่ ๓๘๑/๔๓๐ข้อที่ ๔๙๖ - ๔๙๗
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 20-11-2012 06:27:47 |ดูโพสต์ทั้งหมด
     ดูกรพราหมณ์ ฉันนั้นเหมือนกันแล ถ้าแม้กุลบุตรออกจากสกุลกษัตริย์
บวชเป็นบรรพชิต และเขาอาศัยธรรมวินัยที่พระตถาคตประกาศแล้ว ย่อมเป็นผู้เว้นขาดจากการ
ฆ่าสัตว์ เว้นจากการลักทรัพย์ เว้นขาดจากกรรมเป็นข้าศึกแก่พรหมจรรย์ เว้นขาดจากการพูด
เท็จ เว้นขาดจากการพูดส่อเสียด เว้นขาดจากการพูดคำหยาบ เว้นขาดจากการพูดเพ้อเจ้อ ไม่
มีความโลภ ไม่มีจิตพยาบาท เป็นสัมมาทิฏฐิ  พระไตรปิฏกเล่มที่ 13 หน้าที่ 467
    [๑๐๓] พระนครสาวัตถี ฯลฯ พระผู้มีพระภาคได้ตรัสว่า ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุ
เห็นรูปอันไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ความเห็นของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเธอเห็นโดย
ชอบ ย่อมเบื่อหน่าย. เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัด เพราะสิ้นความกำหนัด จึง
สิ้นความยินดี เพราะสิ้นความยินดี และความกำหนัด จิตหลุดพ้นแล้ว เรียกว่า หลุดพ้นดีแล้ว.
ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภิกษุเห็นเวทนาอันไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ฯลฯ เห็นสัญญาอันไม่เที่ยง
นั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ฯลฯ เห็นสังขารอันไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ฯลฯ เห็นวิญญาณอัน
ไม่เที่ยงนั่นแหละ ว่าไม่เที่ยง ความเห็นของเธอนั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ เมื่อเธอเห็นโดยชอบ ย่อม
เบื่อหน่าย เพราะสิ้นความยินดี จึงสิ้นความกำหนัด เพราะสิ้นความกำหนัด จึงสิ้นความยินดี
เพราะสิ้นความยินดีและความกำหนัด จิตหลุดพ้นแล้ว เรียกว่า หลุดพ้นดีแล้ว.เล่มที่17หน้า51
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

6

กระทู้

9

เพื่อน

1072

เครดิต

สมาชิกระดับ 5

Rank: 6Rank: 6

บล็อก
2
สตางค์
846
ความดี
90
ชื่อเสียง
4
ล่าสุด
28-11-2015
โพสต์เมื่อ 20-11-2012 08:35:41 |ดูโพสต์ทั้งหมด
สาธุ....ครับ

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 21-11-2012 09:25:15 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย nutc เมื่อ 21-11-2012 09:53

    พระผู้มีพระภาค ผู้ตรัสสั่งสอนภิกษุกัจจานโคตรอยู่ว่า ดูกรกัจจานะ โลกนี้ โดยมากอาศัยส่วน
๒ อย่าง คือ ความมี ๑ ความไม่มี ๑. ก็เมื่อบุคคลเห็นเหตุเกิดแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบตาม
เป็นจริงอยู่ ความไม่มีในโลกย่อมไม่มี. เมื่อบุคคลเห็นความดับแห่งโลก ด้วยปัญญาอันชอบตาม
ความเป็นจริงอยู่ ความมีในโลกย่อมไม่มี   โลกนี้โดยมากยังพัวพันด้วยอุบายเป็นเหตุถือมั่นและ
ความยึดมั่น แต่อริยสาวกย่อมไม่เข้าถึง ไม่ถือมั่น ไม่ตั้งไว้ ซึ่งอุบายเป็นเหตุถือมั่น มีความ
ยึดมั่นด้วยความตั้งจิตไว้เป็นอนุสัยว่า อัตตาของเรา ย่อมไม่เคลือบแคลงสงสัยว่า ทุกข์นั่นแหละ
เมื่อบังเกิดขึ้น ย่อมบังเกิดขึ้น ทุกข์เมื่อดับย่อมดับ อริยสาวกนั้นมีญาณหยั่งรู้ในเรื่องนี้โดยไม่
ต้องเชื่อผู้อื่นเลย. ดูกรกัจจานะ ด้วยเหตุเพียงเท่านี้แล จึงชื่อว่าสัมมาทิฏฐิ เล่มที่17หน้า129
      
         [๓๓๗] พึงทราบอธิบายในคำว่า บุคคลย่อมถึงความสงบภายใน ด้วยความไม่มีทิฏฐิ
ด้วยความไม่มีสุตะ ด้วยความไม่มีญาณ ด้วยความไม่มีศีล ด้วยความไม่มีพรต ก็หามิได้ ดัง
ต่อไปนี้ แม้ทิฏฐิพึงประสงค์เอาสัมมาทิฏฐิมีวัตถุ ๑๐ คือ ทานที่ให้แล้วย่อมมีผล การบูชาย่อม
มีผล การเซ่นสรวงย่อมมีผล ผลวิบากแห่งกรรมที่ทำดีและกรรมที่ทำชั่วมีอยู่ โลกนี้มีอยู่ โลก
หน้ามีอยู่ มารดามีอยู่ บิดามีอยู่ สัตว์ทั้งหลายที่เป็นอุปปาติกะ [ผุดเกิด] มีอยู่ สมณพราหมณ์
ที่ดำเนินชอบ ปฏิบัติชอบ ผู้ทำให้แจ้งซึ่งโลกนี้และโลกหน้าด้วยปัญญาอันยิ่งเองแล้วประกาศ
มีอยู่ในโลก. เล่มที่29หน้า175
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 28-11-2012 16:37:34 |ดูโพสต์ทั้งหมด
แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย nutc เมื่อ 28-11-2012 17:29

             พระผู้มีพระภาคมีพระจักษุแจ่มแจ้งแม้ด้วยทิพยจักษุอย่างไร? พระผู้มีพระภาคย่อมทรง
เห็นหมู่สัตว์ที่กำลังจุติ กำลังอุปบัติ เลว ประณีต มีผิวพรรณดี มีผิวพรรณทราม ได้ดี ตก
ยาก ด้วยทิพยจักษุอันบริสุทธิ์ล่วงจักษุของมนุษย์ ย่อมทรงทราบหมู่สัตว์ผู้เป็นไปตามกรรม ว่า
สัตว์เหล่านี้ประกอบด้วยกายทุจริต วจีทุจริต มโนทุจริต ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นมิจฉาทิฏฐิ
ยึดถือการทำด้วยอำนาจมิจฉาทิฏฐิ เมื่อตายไปย่อมเข้าถึงอบาย ทุคติ วินิบาต นรก ส่วนสัตว์
เหล่านี้ประกอบด้วยกายสุจริต วจีสุจริต มโนสุจริต ไม่ติเตียนพระอริยเจ้า เป็นสัมมาทิฏฐิ
ยึดถือการทำด้วยอำนาจสัมมาทิฏฐิ เมื่อตายไป ย่อมเข้าถึงสุคติโลกสรรค์ เล่ม 29หน้า337

      [๓๕] สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น เป็นไฉน?
     ปัญญา กิริยาที่รู้ชัด ความวิจัย ความเลือกสรร ความวิจัยธรรม ความกำหนดหมาย
ความเข้าไปกำหนด ความเข้าไปกำหนดเฉพาะ ภาวะที่รู้ ภาวะที่ฉลาด ภาวะที่รู้ละเอียด ความ
รู้แจ่มแจ้ง  ความค้นคิด  ความใคร่ครวญ  ปัญญาเหมือนแผ่นดิน   ปัญญาเครื่องทำลายกิเลส
ปัญญาเครื่องนำทาง  ความเห็นแจ้ง  ความรู้ชัด  ปัญญาเหมือนปฏัก  ปัญญา  ปัญญินทรีย์
ปัญญาพละ ปัญญาเหมือนศาตรา ปัญญาเหมือนปราสาท ความสว่างคือปัญญา แสงสว่าง
คือปัญญา ปัญญาเหมือนประทีป ปัญญาเหมือนดวงแก้ว ความไม่หลง ความวิจัยธรรม
ความเห็นชอบ ในสมัยนั้น อันใด นี้ชื่อว่า สัมมาทิฏฐิ มีในสมัยนั้น.เล่ม34  หน้า31
       ผมได้ค้นมาได้ประมาณนี้ คิดว่ายังหลงเหลือ อีกมาก ท่านใดเจอช่วยนำมาบอกด้วยนะครับเอาเฉพาะที่ไม่ซ้ำกัน
มีความหมายต่างออกไป ถ้ามากแล้วจะทำให้ยาวได้ประโยชน์น้อยครับ จะทำให้เสียเวลามากขอบคุณครับ
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

6

กระทู้

0

เพื่อน

178

เครดิต

สมาชิกระดับ 2

Rank: 2

บล็อก
0
สตางค์
81
ความดี
50
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
26-12-2012
โพสต์เมื่อ 4-12-2012 22:07:33 |ดูโพสต์ทั้งหมด
จับประเด็น สัมมาทิฏฐิ

1.เป็นความจริง พิสูจน์ได้
2.สามารถแยะแยะได้ด้วยเหตุและผล(ปัญญา)
3.เป็นทิฏฐิที่ไม่สร้างความเดือนร้อนให้กับตน และผุ้อื่น
4.มีประโยชน์ให้คุณฝ่ายเดียว ไม่เจือปน แฝงโทษ หรือไม่มีโทษ

ในพระสูตรทั้งหลาย ตรัสไว้ น่าจะไม่เกิน 4 ประเด็นนี้น่ะ แต่ถ้ามีมากกว่า ก็ขออภัยด้วย

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 11-1-2013 05:59:07 |ดูโพสต์ทั้งหมด
       ขอเพิ่มอีกพระสูตรนะครับ พอดีเพิ่งอ่านเจอ เล่มที่ 12 ข้อ 111
      
         [๑๑๑] ท่านพระสารีบุตรได้กล่าวคำนี้ว่า ดูกรท่านผู้มีอายุ เมื่อใดอริยสาวกรู้ชัดซึ่ง
อกุศลและรากเง่าอกุศล รู้ชัดซึ่งกุศลและรากเง่าของกุศล แม้ด้วยเหตุเพียงเท่านี้ อริยสาวกชื่อว่า
เป็นสัมมาทิฏฐิ มีความเห็นดำเนินไปตรงแล้วประกอบด้วยความเลื่อมใสอันแน่วแน่ในธรรม
เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...

32

กระทู้

2

เพื่อน

3138

เครดิต

สมาชิกระดับ 6

Rank: 8Rank: 8

บล็อก
0
สตางค์
2361
ความดี
403
ชื่อเสียง
2
ล่าสุด
2-11-2018
โพสต์เมื่อ 7-4-2013 12:36:41 |ดูโพสต์ทั้งหมด
เล่มที่ 14
      [๒๕๔]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาองค์ทั้ง  ๗  นั้น  สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน  ก็สัมมา
ทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร  คือ  ภิกษุรู้จักมิจฉาทิฐิว่ามิจฉาทิฐิรู้จักสัมมาทิฐิว่าสัมมาทิฐิ
ความรู้ของเธอนั้น  เป็นสัมมาทิฐิ
      [๒๕๙] ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาองค์ทั้ง  ๗  นั้น  สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน  ก็สัมมา
ทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร  คือ  ภิกษุรู้จักมิจฉาสังกัปปะว่ามิจฉาสังกัปปะ  รู้จักสัมมาสังกัปปะ
ว่าสัมมาสังกัปปะ  ความรู้ของเธอนั้น  เป็นสัมมาทิฐิ  ฯ

       [๒๖๔]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาองค์ทั้ง  ๗  นั้น  สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน  ก็สัมมา
ทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร  คือ  ภิกษุรู้จักมิจฉาวาจาว่ามิจฉาวาจา  รู้จักสัมมาวาจาว่าสัมมาวาจา
ความรู้ของเธอนั้น  เป็นสัมมาทิฐิ  ฯ

     [๒๖๙]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาองค์ทั้ง  ๗  นั้น  สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานก็สัมมา
ทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร  คือ  ภิกษุรู้จักมิจฉากัมมันตะว่า  มิจฉากัมมันตะ  รู้จักสัมมากัมมันตะ
ว่า  สัมมากัมมันตะ  ความรู้ของเธอนั้น  เป็นสัมมาทิฐิ  ฯ

     [๒๗๔]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  บรรดาองค์ทั้ง  ๗  นั้น  สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธาน  ก็
สัมมาทิฐิย่อมเป็นประธานอย่างไร  คือ  ภิกษุรู้จักมิจฉาอาชีวะว่า  มิจฉาอาชีวะ  รู้จักสัมมาอาชีวะ
ว่าสัมมาอาชีวะ  ความรู้ของเธอนั้น  เป็นสัมมาทิฐิ  ฯ

        [๒๗๕]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็มิจฉาอาชีวะเป็นไฉน  คือ  การโกง   การล่อลวง  การ
ตลบตะแลง  การยอมมอบตนในทางผิด  การเอาลาภต่อลาภนี้มิจฉาอาชีวะ  ฯ
        [๒๗๖]  ดูกรภิกษุทั้งหลาย  ก็สัมมาอาชีวะเป็นไฉน  ดูกรภิกษุทั้งหลาย   เรากล่าว
สัมมาอาชีวะเป็น  ๒  อย่าง  คือ  สัมมาอาชีวะที่ยังเป็นสาสวะ  เป็นส่วนแห่งบุญ  ให้ผลแก่ขันธ์
อย่าง  ๑  สัมมาอาชีวะของพระอริยะที่เป็นอนาสวะเป็นโลกุตระ  เป็นองค์มรรคอย่าง  ๑  ฯ

เพราะความสิ้นไปแห่งนันทิ จึงมีความสิ้นไปแห่งราคะ ...
ขออภัย! คุณไม่ได้รับสิทธิ์ในการดำเนินการในส่วนนี้ กรุณาเลือกอย่างใดอย่างหนึ่ง ลงชื่อเข้าใช้ | สมัครสมาชิก

Mobile|Archiver|webboard.watnapp.com

GMT+7, 19-9-2019 15:44 , Processed in 0.152197 second(s), 18 queries .

Powered by Discuz! X2.5 Patch R20130222 Licensed

© 2001-2012 Comsenz Inc.

ขึ้นไปด้านบน