คมสัน โพสต์เมื่อ 24-1-2020 21:04:21

ศีล - อนัตตา

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 24-1-2020 21:45

คำถาม : เมื่อธรรมทุกอย่างเป็นอนัตตาแล้ว เรามีเจตนาตั้งใจที่จะรักษาศีลได้หรือไม่ครับคำตอบ : ทรงตรัสว่า ศีลที่เป็นกุศล (และที่เป็นอกุศล) เหล่าใดทั้งหมดนั้น มีสมุฏฐานมาจากจิต จิตนั้นที่มีอกุศลมูลครอบงำ คือ ราคะ โทสะ และ โมหะ สมัยนั้นก็เป็นศีลที่เป็นอกุศล ความดับแห่งศีลที่เป็นอกุศล นั้นได้แก่

ละกายทุจริต เจริญกายสุจริตละวจีทุจริต เจริญวจีสุจริตละมโนทุจริต เจริญมโนสุจริตละมิจฉาอาชีวะ เลี้ยงชีวิตด้วยสัมมาอาชีวะนี้เป็นทางดับซึ่งศีลอันเป็นอกุศล

ทรงตรัสต่อไปอีกว่า ผู้ปฏิบัติอย่างไร จึงชื่อว่าปฏิบัติเพื่อความดับแห่งศีลที่เป็นอกุศลเหล่านั้น ขอกล่าวนิยามคำว่าผู้ปฏิบัติ ซึ่งก็หมายถึงสัตว์ที่ยังมีอวิชชาเป็นเครื่องกางกั้น มีตัณหาเป็นเครื่องผูกไว้ แต่เป็นสัตว์หรือบุคคลที่ได้สดับแล้วในธรรมวินัยของพระองค์ มีความพยายามที่ถ่ายถอนความเห็นว่าของเรา ว่าเป็นเรา ว่าเป็นตัวตนของเรา ออกไป แต่เพราะยังกระทำตัณหายังไม่ไปปราศ(คือยังไม่หมด) จึงเรียกว่ายังเป็นสัตว์อยู่) นั่นคือก็ยังต้องเป็นผู้เจริญกระทำให้มากซึ่งธรรมที่ทรงตรัสสอนไว้ เราในที่นี้ ก็ยังเป็นเราที่ยังมีความถือมั่นในอุปาทานขันธ์อยู่นั่นเอง แม้จะกล่าวว่า ห้ามมีเราในที่ไหนๆ มีแต่ธรรมเท่านั้นที่เกิดขึ้น แต่ในปัจจุบันนี้ ก็ยังเป็นเราที่นั่งอยู่ในที่นี้ ที่มีความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และ ความคับแค้นใจ เมื่อประสบกับสิ่งอันไม่เป็นที่รัก เมื่อพลัดพรากจากสิ่งอันเป็นที่รัก หรือเมื่อปรารถนาสิ่งใดไม่ได้สมปรารถนา อย่างนี้ เพราะเรายังไม่ได้จบกิจแห่งพระอรหันต์ เราในที่นี้จึงยังต้องประสบกับสิ่งที่เป็นความทุกข์อยู่นั่นเอง แต่พึงกล่าวให้รัดกุมว่า เราในที่นี้ เป็นเราที่เป็นสัตว์ที่แม้จะยังมีอวิชชา และ ตัณหาเป็นเครื่องประกอบไว้ แต่เราเป็นผู้ได้สดับในธรรมวินัยของพระศาสดา เรากำลังที่จะถ่ายถอนทิฏฐิว่าของเรา ออกไปจากสิ่งที่เป็นเรา อย่างนี้ จึงเป็นฐานะที่รับฟังได้ ดังนั้นบุคคล(ที่ยังไม่ใช่พระอรหันต์) แม้จะพยายามกล่าวว่า ไม่มีเรา มีแต่ธรรม แต่บุคคลนั้นก็ยังมีตัณหา และ อุปาทาน ถือมั่นอยู่ว่าเป็นเราอยู่นั่นเอง ซึ่งไม่ใช่เป็นสิ่งที่จะมาดำริ คิด ตริ ตรึก กัน ว่าไม่มีเราๆ  แต่ควรต้องเห็นด้วยปัญญาอันเป็นเครื่องเจาะแทงกิเลส ว่าไม่มีเราในธรรมนั้นๆ และจะไม่หวนกลับ งอกลับ ไปสู่ธรรมนั้นๆได้อีกเลย (การละ จึงมีระดับของการละไปเป็นโดยลำดับ ไม่ได้ฉับพลัน)  ดังเช่น เด็กอ่อนที่ชักมือและเท้าออกไปจากไฟ และไม่หวนกลับไปสู่ไฟที่เป็นของร้อนอย่างนี้อีกเลย เป็นต้น นั่นคือ ความต่างแห่งผลย่อมมี เพราะความต่างแห่งอินทรีย์  เพราะความต่างแห่งผล จึงมีความต่างแห่งบุคคลเหล่านั้น ผู้ที่กระทำได้บริบูรณ์ คือ พระอรหันต์ เป็นผู้ไม่มีทิฏฐิใดว่า ของเรา ว่าเป็นเรา ว่าเป็นตัวตนของเรา อย่างแท้จริง พึงกล่าวบุคคลชนิดนี้ อย่างนี้ ว่า ไม่มีเราในที่ไหนๆเลย ส่วนผู้ที่กระทำได้บริบูรณ์รองลงมา คือ อนาคามี สกทาคามี และโสดาบัน ที่ยังถอนอัตตวาทุปาทานไม่ได้(ความเห็นว่าของเรา) แต่บุคคลเหล่านี้ มีวิชชาของเสขะ ปัญญาเครื่องเจาะแทงกิเลส บุคคลเหล่านี้ เป็นบุคคลที่พยายามถ่ายถอนตัวตนของไปจากสิ่งที่เรียกว่าของเรา เป็นเรา และตัวตนของเรา การกล่าวอย่างนี้ จึงเป็นการกล่าวที่รัดกุม





คมสัน โพสต์เมื่อ 24-1-2020 21:04:35

กลับมาที่ผู้ปฏิบัติอย่างไรจึงเป็นผู้ปฏิบัติเพื่อความดับแห่งศีลอันเป็นอกุศลเหล่านั้น  นั่นคือ บุคคลนั้นย่อมเจริญสัมมัปปธาน ๔ คือ  สังวรปธาน ปหานปธาน ภาวนาปธาน อนุรักขนาปธาน กล่าวคือ  ทำความพอใจให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งมั่นเพื่อยังอกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดมิให้เกิดขึ้น (สังวรปธาน) ยังความพอใจให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งมั่น เพื่อละอกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (ปหานปธาน) ทำความพอใจให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งมั่น เพื่อยังกุศลธรรมที่ยังไม่เกิดให้เกิดขึ้น (ภาวนาปธาน) และทำความพอใจให้เกิด พยายาม ปรารภความเพียร ประคองจิตไว้ ตั้งมั่น เพื่อความตั้งมั่น เพื่อความไม่เลือนหาย เพื่อความเจริญยิ่ง เพื่อความไพบูลย์ เพื่อความเจริญ เพื่อความเต็มเปี่ยม แห่งกุศลธรรมที่เกิดขึ้นแล้ว (อนุรักขนาปธาน)


หน้า: [1]
ดูในรูปแบบกติ: ศีล - อนัตตา