วสฺสาน โพสต์เมื่อ 24-1-2020 19:36:03

สงสัยคำว่า "ฝึกจิต" ครับ

สงสัยเรื่องจิตครับ ในเมื่อจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นดวงหนึ่งดับไปตลอดวันตลอดคืน ถ้าอย่างนั้นประโยคที่ว่า "จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้"(ผมไม่แน่ใจว่าประโยคนี้ใช่พุทธวจนไหม รอผู้รู้ยืนยันให้ทีนะครับ) จิตที่ฝึก หมายถึง จิตดวงที่เรากำลังเกาะอยู่ปัจจุบัน ณ ตอนนี้ใช่ไหมครับ  พอจิตดวงที่เรากำลังฝึกมันดับ เราก็จะไปเกาะจิตดวงใหม่ ซึ่งจิตดวงใหม่ที่เราไปเกาะก็ต้องเป็นจิตที่ยังไม่เคยผ่านการฝึกอะไรมาเลย เพราะมันเป็นจิตดวงใหม่เอี่ยมอ่อง ก็แปลว่า เราก็ต้องฝึกดวงใหม่ ดวงใหม่ แบบนี้ไปเรื่อยๆ

ถ้าอย่างนั้น ความชำนาญหรือวสี ที่เราฝึกหรือทำจนคล่องแคล่ว มันฝังอยู่ในส่วนไหนหรือครับ มันจะอยู่ในส่วนสัญญาหรือเปล่า แล้วถ้าเราเสพหรืออยู่กับอะไรมากๆ(ไม่ว่ากุศลหรืออกุศล) สิ่งนั้นจะเป็นความเคยชิน  ความเคยชินนี่มันจะอยู่ในส่วนไหนเหรอครับ สัญญาอีกไหม

แล้วถ้าเราฝึกอานาปานสติเยอะๆจนชำนาญในชาตินี้ ถ้าเราตาย ความชำนาญในอานาปานสติมันก็จะยังติดตัวเราไปชาติหน้าอยู่ใช่ไหมครับ ที่มันจะติดตัวเราไปชาติหน้าเนี่ย มันจะฝังอยู่ในส่วนไหนครับ

คมสัน โพสต์เมื่อ 25-1-2020 15:32:36

คำุถาม : สงสัยเรื่องจิตครับ ในเมื่อจิตดวงหนึ่งเกิดขึ้นดวงหนึ่งดับไปตลอดวันตลอดคืน ถ้าอย่างนั้นประโยคที่ว่า
"จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้"(ผมไม่แน่ใจว่าประโยคนี้ใช่พุทธวจนไหม รอผู้รู้ยืนยันให้ทีนะครับ)

คำตอบ : ประโยคดังกล่าว เป็นพุทธพจน์ และทรงตรัสไว้หลายบริบทว่า  จิตที่ฝึกแล้ว คุ้มครองแล้ว รักษาแล้ว สังวรแล้ว ย่อมเป็นไปเพื่อประโยชน์อย่างใหญ่ ด้วยครับ


คมสัน โพสต์เมื่อ 25-1-2020 15:35:42

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 25-1-2020 15:45

คำถาม : จิตที่ฝึก หมายถึง จิตดวงที่เรากำลังเกาะอยู่ปัจจุบัน ณ ตอนนี้ใช่ไหมครับ  พอจิตดวงที่เรากำลังฝึกมันดับ เราก็จะไปเกาะจิตดวงใหม่ ซึ่งจิตดวงใหม่ที่เราไปเกาะก็ต้องเป็นจิตที่ยังไม่เคยผ่านการฝึกอะไรมาเลย
เพราะมันเป็นจิตดวงใหม่เอี่ยมอ่อง ก็แปลว่า เราก็ต้องฝึกดวงใหม่ ดวงใหม่ แบบนี้ไปเรื่อยๆ


คำตอบ : (ขอโอกาสตอบตามความเห็นตน)

จิต เป็นธรรมชาติที่ เกิด และ ดับ ไปตามเหตุและปัจจัย เหมือนกับธรรมต่างๆที่อาศัยเหตุและเกิดขึ้น
เมื่อไม่มีเหตุนั้น ย่อมดับไป อย่างนั้น การเกิดของจิตมีขึ้นได้เพราะการเกิดของนามรูป
การดับของจิตมีได้เพราะการดับไปของนามรูป และการเกิดของนามรูปมีได้เพราะการตั้งอยู่ของวิญญาณ
วิญญาณเกิดขึ้นได้เพราะอาศัยนามรูป เมื่อวิญญาณเกิดขึ้น จิตย่อมเกิดมีขึ้น อย่างนี้  
สำหรับสัตว์ที่ยังมีอวิชชาเป็นเครื่องกั้น มีตัณหาประกอบไว้อยู่ มีความถือมั่นในขันธ์ ๕ โดยความเป็นอัตตา
ดังนั้นเมื่อจะบัญญัติว่าเป็นสัตว์เพราะ รูป เวทนา สัญญา สังขาร หรือ วิญญาณใด

ก็เพราะยังมีตัณหาประกอบพร้อมอยู่ใน
รูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้น จึงเรียกว่าสัตว์ (ที่มีอวิชชา และ ตัณหา)
วิญญาณก็มีตัณหาเป็นดั่งเชื้องอก เป็นเครื่องนำไปสู่การเกิดขึ้นใหม่ต่อไป
เพราะตัณหานั้นอันสัตว์ยังละไม่ได้ เมื่อวิญญาณมี จิตย่อมมี วิญญาณรู้แจ้งในสิ่งใด
จิตย่อมสะสมในสิ่งนั้น เพราะเหตุนั้นจิตจึงเป็นสภาวะสั่งสม (จิต แปลว่า สั่งสมแล้ว)
เมื่อจิตดับไปเพราะนามรูปดับลง วิญญาณก็ย่อมดับลง แต่เพราะตัณหายังไม่ไปปราศ
วิญญาณย่อมตั้งอาศัยได้ใหม่ นามรูปย่อมถึงความเกิดขึ้น
เพราะการปรากฏของวิญญาณ จิตก็ย่อมเกิดขึ้นได้ใหม่ เป็นวัฏฏะ อย่างนี้

อนุสัย คือ ความเคยชิน เสพคุ้น เป็นสิ่งที่เป็นที่เครื่องถึงทับแห่งจิต เสียบแทงจิต  
ด้วยกระแสแห่งตัณหาที่พัดพาจิตไปในอารมณ์นั้นๆ
ซึ่งมีเพียงสติเท่านั้นที่ปิดกระแสเหล่านั้นได้ และตัดให้ขาดด้วยปัญญา
ดังนั้น บุคคลผู้ไม่เคยฝึกจิต ด้วยสติ จิตที่ไม่มีสติคอยปกป้อง ป้องกัน
จิตของบุคคลนั้นย่อมเป็นไปตามอำนาจของตัณหา ไหลไปตามอารมณ์แห่งความเคยชินในสิ่งนั้นๆ
จะป่วยกล่าวไปใยถึง แม้ไม่ดำริ ไม่มีความนึกถึง
แต่เพราะมีอนุสัยในสิ่งใดนั้นอยู่ จิตก็ย่อมคล้อยไปตามอารมณ์นั้นๆ อย่างนี้ได้เอง
(ไม่ได้ต้องทำให้เกิด แต่ก็เกิดได้เอง เพราะอนุสัยแห่งจิตที่เข้าไปมีอยู่)

ความเสพคุ้น ความกระทำให้มากซึ่งสติปัฏฐาน ๔
จะเป็นธรรมที่เกิดเคียงคู่กับจิตที่ตั้งมั่น สติปัฏฐาน ๔ จึงเป็นนิมิตของสมาธิ
ผู้ใดอบรมจิตด้วยสติ อย่างนี้แล้ว ทำจนเป็นยานดุจเครื่องนำไป เป็นของที่อาศัยได้
ความระลึกได้ เกิดขึ้นได้ของสติ ย่อมมีพร้อมๆกับการปรากฏขึ้นของจิต(ขณะระลึกได้ถึงกุศล)  อย่างนั้นทีเดียว
อุปนิสัยที่ถึงพร้อมอย่างนี้แก่ผู้ถึงพร้อม ย่อมยังประโยชน์แก่เขาให้ถึงพร้อม

และเพราะการดับไปของนามรูปมีในที่ใด สติก็ย่อมดับลงไปในที่นั้น
เพราะการดับไปของวิญญาณ จิตก็ย่อมดับลงไป(เพราะนามรูปดับ) เป็นอย่างนี้ ต่อเนื่องกันไป
ความสั่งสม นั้นมิได้หายไป แต่เพร้อมกับการเกิดขึ้นได้ใหม่ของจิต
เนื่องจากการเกิดขึ้นของนามรูปมีอยู่เพราะการปรากฏขึ้นของวิญญาณนั้น
อุปมาด้วย เปลวเพลิงที่ลุกโพลงขึ้นได้ใหม่พร้อมกับการดับไปของเปลวเพลิงเดิม

คมสัน โพสต์เมื่อ 25-1-2020 15:39:17

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 25-1-2020 15:40

คำถาม : ถ้าอย่างนั้น ความชำนาญหรือวสี ที่เราฝึกหรือทำจนคล่องแคล่ว
มันฝังอยู่ในส่วนไหนหรือครับ มันจะอยู่ในส่วนสัญญาหรือเปล่า

คำตอบ : ความเคยชิน ที่สั่งสมมา จะเป็นสิ่งที่เกิดขึ้นภายในจิตครับ อันจิตเข้าไปตั้งทับ ถึงทับแล้ว



คำถาม : แล้วถ้าเราเสพหรืออยู่กับอะไรมากๆ(ไม่ว่ากุศลหรืออกุศล) สิ่งนั้นจะเป็นความเคยชิน  ความเคยชินนี่มันจะอยู่ในส่วนไหนเหรอครับ สัญญาอีกไหม

คำถาม : แล้วถ้าเราฝึกอานาปานสติเยอะๆจนชำนาญในชาตินี้ ถ้าเราตาย ความชำนาญในอานาปานสติมันก็จะยังติดตัวเราไปชาติหน้าอยู่ใช่ไหมครับ ที่มันจะติดตัวเราไปชาติหน้าเนี่ย มันจะฝังอยู่ในส่วนไหนครับ

คำตอบ : ภายในจิตครับ เพราะจิต แปลว่า การสั่งสม อนุสัยคือฝ่ายไม่ดี และ อุปนิสัยคือฝ่ายดี ทั้งหมดจะเป็นไปตามอำนาจของจิต สติ จึงเป้นสิ่งที่มีประโยชน์ในทั้ง ๒ ที่( ทั้งฝ่ายดี และ ฝ่ายไม่ดี) อย่างนี้ ในการคุ้มครอง ปกป้อง ป้องกันจิต สติ จึงได้ชื่อว่าเครื่องตรวจตรา เพราะโลกทั้งหมดนี้ เป็นไปตามอำนาจของจิตทั้งสิ้น

วสฺสาน โพสต์เมื่อ 26-1-2020 00:00:26

ขอบคุณคุณคมสัน ที่อธิบายอย่างละเอียดเลยนะครับ ผมอ่านอย่างตั้งใจทุกคำ ทุกประโยค  แต่ก็สารภาพว่าทั้งเข้าใจและก็งงอยู่บางส่วน  มันตีกันในหัวยังไงไม่รู้  ผมยิ่งไม่ค่อยได้ฟังเรื่องปฏิจจสมุปบาทเท่าไร  แต่ไม่เป็นไรเดี๋ยวสักวันผมคงจะเข้าใจได้มากกว่านี้  ขอบคุณมากครับสำหรับคำตอบ  

คมสัน โพสต์เมื่อ 26-1-2020 21:07:12

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 26-1-2020 21:54

วสฺสาน ตอบกลับเมื่อ 26-1-2020 00:00 static/image/common/back.gif
ขอบคุณคุณคมสัน ที่อธิบายอย่างละเอียดเลยนะครับ ผมอ่า ...
กรรมที่สัตว์กระทำด้วย กาย วาจา และ ใจ
กรรมทั้งหมดเหล่านั้น ไม่ว่าเป็นส่วนแห่งบุญ และ ไม่ใช่บุญ
สัตว์จะต้องรับผลแห่งกรรมนั้นๆ ทั้งในปัจจุบัน และสัมปรายะ หากยังกระทำตัณหาไม่สิ้นไป

จิต นี้สำคัญ ถึงระดับที่พระองค์ทรงตรัสว่า โลกทั้งหมดนั้น อันจิตนำไป
ในความเห็นผม นามรูป และ วิญญาณ เป็นธาตุที่เกิดและดับไป เป็นธรรมดาอย่างนั้น
แต่ละธาตุๆ ก็มีหน้าที่เฉพาะกันไป แต่สัมพันธ์กัน ปะปนกันอยู่
เช่น เพราะเวทนารู้สิ่งใด สัญญาก็จำสิ่งนั้น สัญญาจำสิ่งใด วิญญาณก็รู้แจ้งสิ่งนั้น  เป็นการทำหน้าที่ๆ ของธาตุนั้นๆ
ส่วนจิตนี้ เป็นสิ่งที่แปลกไป จิตมีสภาวะที่สะสม สั่งสม ได้
เพราะมีสิ่งที่เป็นอนุสัย (หรือแม้อุปนิสัย)  อันจิตเข้าไปตั้งทับ(คือเข้าไปมีความเสพคุ้น เคยชิน) ได้
เพราะอนุสัย ที่ตามนอนอยู่ในจิต จึงกระทำให้สัตวื มีความเศร้าหมองได้ ก็จะเป็นอาสวะ ที่เกิดตามมา
จิตที่ไม่เศร้าหมอง ก็เพราะมีอุปนิสัย เป็นตรงกันข้ามกัน อย่างนี้

เวลาจิตนั้นดับลง จิตดวงใหม่ย่อมเกิดขึ้นมาได้อีก พร้อมกับอนุสัยเหล่านั้นที่เกิดพร้อมตามมาด้วย
จึงเหมือน ไฟดวงหนึ่งที่มีเชื้อเผาให้เกิดเป็นเปลวไฟขึ้นมาครั้งหนึ่งแล้วดับลง
แล้วเปลวไฟดวงถัดมาก็ถึงความเกิดขึ้นได้อีกเพราะอาศัยความร้อน ไส้ และเชื้อเพลิง
ที่ยังมีอยู่อันไฟดวงแรกนั้นอาศัยแล้วเกิดขึ้น เป็นเช่นนี้ สลับกันเรื่อยไป เกิด ขึ้น ดับไป เกิดขึ้น ดับไป
เราจะเห็นไฟเป็นเหมือนไฟดวงเดิมๆที่เกิดต่อเนื่องกันไป
แต่ที่จริงแล้ว ไฟดวงหนึ่งเกิดขึ้น ดวงอื่นดับไป ตลอดเป็นอยู่
จะกล่าวไฟดวงหนึ่งนั้นที่เกิด เป็นของใหม่ทั้งหมด ก็หาไม่
จะกล่าวว่าไฟดวงหนึ่งนั้นที่เกิด เป็นของเก่าอยู่ ก็หาไม่
แต่เพราะไฟดวงหนึ่งดับไป ดวงอื่นเกิดขึ้น เพราะอาศัย ความร้อน ไส้ และเชื้อเพลิงที่ยังมีอยู่

จิต ผมมีความเห็นว่า มันเป็นลักษณะเช่นนั้น ที่เกิดเพราะอาศัยนามรูป มีตัณหาเป็นเชื้อ
ครั้นจิตดับลง เพราะนามรูปดับไป (เพราะการดับของวิญญาณ)
จิตก็ยังถึงความเกิดขึ้นมาได้อีก เพราะวิญญาณเกิดขึ้น (เพราะมีนามรูป) มีตัณหาเป็นเชื้องอก
สลับกันเกิด ดับ ไปมา อย่างนี้ อนุสัย ต่างๆที่ตามนอนอยู่ในจิต ไม่ได้สูญหายไป
แต่มีการเกิดและดับ เกิดและดับ พร้อมๆกับจิต และเกิดขึ้นมาได้ใหม่
อุปมาเหมือนดวงไฟใหม่เกิดมีขึ้นเพราะอาศัยเชื้อเพลิงที่ยังมีอยู่ ไส้ และความร้อน ส่งผ่านไปสู่ดวงไฟใหม่ที่เกิดขึ้น
อนุสัย ต่างๆ ถูกส่งผ่านไปสู่จิตใหม่ที่เกิดขึ้นเพราะอาศัยนามรูป
(มีการเกิดขึ้นของวิญญาณ และตัณหาเป็นเชื้องอก-เชื้อเพลิง) ก็เป็นเหมือนเช่นนั้น ครับ
(สิ่งนี้เป็นโมเดลของจิตที่ผมพิจารณาขึ้นเองอย่างนี้นะครับ)

วสฺสาน โพสต์เมื่อ 27-1-2020 22:09:46

ผมพอจะเข้าใจเรื่องจิตขึ้นอีกนิดแล้ว เดี๋ยวไว้ผมจะไปหาเสพพุทธวจนเรื่องจิตเพิ่ม  แต่คงเอาไว้หลังจากตัวเองเต็มอิ่มเรื่องอานาปานสติก่อน ปีนี้ผมจะหมกมุ่นกับเรื่องอานาปานสติ ๕๕๕

ขอบคุณคุณคมสันมากครับ
หน้า: [1]
ดูในรูปแบบกติ: สงสัยคำว่า "ฝึกจิต" ครับ