คมสัน โพสต์เมื่อ 29-12-2019 14:50:32

จะรู้ได้อย่างไรว่า คำสอนไหนเป็นคำสอนขององค์พระศาสดา

แก้ไขครั้งสุดท้ายโดย คมสัน เมื่อ 29-12-2019 14:52

คำถาม : ๑.เราจะรู้ได้ยังไงครับว่า คำสอนไหนเป็นคำสอนขององค์พระศาสดา แม้แต่ในพระไตรปิฏกก็จะมีคำสอนอื่นที่แต่งขึ้นมาใหม่ มาสอดแทรก มั่วไปหมด ตัวพระสงฆ์เองก็สอนไม่เหมือนกันเลยในเรื่องๆเดียว

คำตอบ : พึงใช้หลักมหาปเทสสี่ คือ เมื่อได้ฟังบุคคลหรือกลุ่มบุคคลใด(ไมว่าจะกล่าวว่าได้ฟังต่อหน้าเฉพาะพระพักตร์พระผู้มีพระภาค หรือ  รับฟังมาจากสงฆ์ พร้อมทั้งเถระหัวหน้า อยู่ในอาวาสโน้น ๆ หรือ คณะเถระพหุสูต ผู้มีการศึกษา ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา ในอารามโน้น ๆ หรือได้รับฟังมาจากภิกษุเถระพหุสูต ผู้มีการศึกษา ทรงธรรมทรงวินัย ทรงมาติกา อยู่ในอาวาสโน้น ๆ กล่าวว่านี้เป็นธรรม เป็นวินัยของพระศาสดา พระองค์ทรงตรัสว่า อย่าให้เราพึงรับรอง หรือ พึงคัดค้าน ให้นำสิ่งที่ได้ยินได้ฟังมานั้น เทียบเคียงในสูตร คือ ธรรม และ วินัย ที่ทรงตรัสไว้ คำถามต่อมาคือ แล้วเราจะรู้ได้อย่างไร ว่าเป็นธรรม เป็นวินัยที่ทรงตรัสไว้ กล่าวคือรู้ได้จาก1.ธรรมเหล่านี้เป็นไปเพื่อคลายกำหนัดไม่เป็นไปเพื่อความกำหนัด2.เป็นไปเพื่อไม่ประกอบสัตว์ไว้ไม่เป็นไปเพื่อประกอบสัตว์ไว้3.เป็นไปเพื่อไม่สั่งสมกิเลสไม่เป็นไปเพื่อสั่งสมกิเลส4.เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักน้อยไม่เป็นไปเพื่อความเป็นผู้มักมาก5.เป็นไปเพื่อสันโดษไม่เป็นไปเพื่อไม่สันโดษ6.เป็นไปเพื่อความสงัดไม่เป็นไปเพื่อความคลุกคลีด้วยหมู่คณะ7.เป็นไปเพื่อปรารภความเพียรไม่เป็นไปเพื่อความเกียจคร้าน8.เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงง่ายไม่เป็นไปเพื่อความเป็นคนเลี้ยงยากให้พึงทรงจำไว้โดยส่วนหนึ่งว่านี้เป็นธรรมเป็นวินัย เป็นคำสั่งสอนของพระศาสดาส่วนสิ่งที่ไม่ใช่ เพียงแค่ละทิ้งไป
คำถาม: ๒.ปัจจุบันในประเทศไทยยังมีวัดที่ตรงตามคำพระศาสดาอีกหรือเปล่าครับ ถ้ามีช่วยแนะนำวัดนั้นให้หน่อย
คำตอบ : การที่เราจะทราบว่า บุคคลอันบุคคลที่เราอาศัยแล้วจะทำให้เรารู้ซึ่งอริยสัจ ๔ ได้นั้น หลักการตามที่พระศาสดาทรงตรัสในการเลือกภิกษุ ก่อนที่จะปลูกศรัทธา แล้วเข้าไปหา ไปนั่งใกล้ เงี่ยโสตลงฟังธรรมเขานั้น คือ

1.เมื่อได้เข้าไปหาภิกษุนั้นแล้วพึงพิจารณาธรรม ๓ ประการ ธรรม ๓ ประการ ได้แก่ โลภะ โทสะ โมหะ ของภิกษุนั้นมีธรรมเหล่านั้นเป็นตั้งอยู่ในใจหรือไม่ อันจะทำให้ท่านเป็นบุคคลที่เมื่อไม่รู้ก็กล่าวว่ารู้ เมื่อไม่เห็นก็กล่าวว่าเห็น หรือ ว่าจะชักชวนผู้อื่นในธรรมอันเป็นไปเพื่อความทุกข์ ไม่เป็นประโยชน์เกื้อกูล แก่สัตว์ทั้งหลายเหล่าอื่นตลอดกาลนาน

2.หากพิจารณาแล้วไม่มี  พึงพิจารณาต่อไปว่า กายสมาจาร วจีสมาจาร ของภิกษุผู้นี้ เป็นไปในลักษณะแห่งสมาจารของบุคคลผู้ไม่โลภะ ไม่โทสะ ไม่โมหะ

3.ภิกษุนั้นแสดงซึ่งธรรมใด ธรรมนั้นเป็นธรรมที่ลึก เห็นได้ยาก รู้ตามได้ยาก เป็นธรรมที่รำงับ ประณีตไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายแห่งความตรึก เป็นธรรมละเอียดอ่อน รู้ได้เฉพาะบัณฑิตวิสัย, ธรรมนั้นมิใช่ธรรมที่คนผู้มีโลภะ โทสะ โมหะ จะแสดงให้ถูกต้องได้ ดังนี้ เมื่อเขาใคร่ครวญดูอยู่ซึ่งภิกษุนั้น ย่อมเล็งเห็นว่า เป็นผู้บริสุทธิ์จากธรรมอันเป็นที่ตั้งแห่งโลภะ โทสะ โมหะ จึงมีการเข้าไปหา เข้าไปนั่งใกล้ เงี่ยโสตลง ฟังซึ่งธรรม ทรงจำธรรมนั้นๆไว้ ใคร่ครวญเนื้อความที่ตนทรงจำไว้ ธรรมทั้งหลายเหล่านั้นจะทนเพ่งต่อการพินิจ ฉันทะย่อมมี ผู้มีฉันทะ ย่อมมีอุตสาหะ ผู้มีอุตสาหะย่อมพิจารณาหาความสมดุลแห่งธรรมนั้น แล้วตั้งตนไว้ในธรรมนั้นๆได้ นี้เรียกว่า เป็นการตามรู้ซึ่งสัทธรรมแก่ภิกษุนั้นๆได้ อย่างนี้ครับ




หน้า: [1]
ดูในรูปแบบกติ: จะรู้ได้อย่างไรว่า คำสอนไหนเป็นคำสอนขององค์พระศาสดา